คุยกับ พีระพงษ์ ดวงแก้ว เจ้าของผลงานประติมากรรม ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ ที่ถ่ายทอดความเปราะบางและความเชื่อมโยงของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศผ่านประติมากรรมไม้แกะสลัก
TEXT: PRATARN TEERATADA
PHOTO: KETSIREE WONGWAN EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
อาจารย์พีระพงษ์ ดวงแก้ว – อาจารย์สอนศิลปะและประติมากรอาวุโสที่ผสาน ‘รากเหง้า’ จากในหลายๆ มิติเข้ากับงานศิลปะร่วมสมัย ผลงานของเขาสะท้อนถึงความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากมนุษย์ผ่านรูปทรงกึ่งนามธรรมและวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ โดยในช่วงหลังมานี้เขามักจะเล่าถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลและความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งในระบบนิเวศไปพร้อมๆ กับความหวังในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ แน่นอนว่าผลงานของเขาได้ชวนให้เห็นถึงความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องตั้งคำถามกับบทบาทของเราเองต่อระบบนิเวศอย่างจริงจังและลึกซึ้ง ในสถานการณ์เปราะบางที่ธรรมชาตินั้นบาดเจ็บเกินเยียวยาและมนุษย์ก็ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ในบทสัมภาษณ์นี้
art4d ได้พูดคุยกับอาจารย์พีระพงษ์ถึงจุดเริ่มต้นของการเลือกทางเดินเป็นศิลปินสายประติมากรรม แนวคิดเบื้องหลังของผลงานที่มาจากรากวัฒนธรรมพื้นถิ่น การสร้างสรรค์งานศิลปะจากงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงบทบาทของเขาในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้ผ่านการสอนศิลปะมาหลายทศวรรษ

art4d: อยากให้เล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนที่เริ่มตัดสินใจจะเป็นศิลปิน ทักษะที่เริ่มต้นฝึกฝนคืออะไร และทำไมถึงเลือกเส้นทางประติมากรรมในช่วงเริ่มแรก
Peerapong Doungkaew: ชีวิตผมตอนเด็กๆ เป็นลูกของข้าราชการ คุณพ่อเป็นครูที่จบอาชีวะเพาะช่างมา ตอนนั้นท่านเป็นข้าราชการของโรงเรียนเพาะช่าง ทำงานทางสมุห์บัญชี ดูแลเรื่องเงินเรื่องงบประมาณแล้วก็สอนช่างไม้ด้วย ในสมัยนั้นเขาเรียกว่าครุภัณฑ์ช่างไม้ คุณแม่เป็นครูโรงเรียนประชาบาล อีกทั้งพ่อผมเองก็ยังไปทำงานที่อุบลฯ เลยทำให้ผมเป็นคนอุบลฯ ไปโดยปริยาย
ตอนเด็กผมมักจะเข้าไปเห็นเครื่องมือของพ่อที่มีอยู่เยอะเป็นหีบๆ ทั้ง สิ่ว เลื่อย ขวาน อะไรต่อมิอะไร ผมก็เอาเครื่องมือเหล่านั้นมาเล่นโดยที่ไม่รู้เรื่อง เอามาแกะนู่นแกะนี่เล่น เห็นไม้อะไรผมก็เอามาแกะ แกะเป็นง่ามหนังสติ๊กแล้วก็เอาหนังสติ๊กไปยิง แกะเป็นเรือ เป็นควาย เป็นตัวหนอน ตัวด้วง ตัวอะไรรูปทรงง่ายๆ เป็นของเด็กเล่น สมัยนั้นไม่มีของเล่นเราก็ประดิษฐ์ของเล่นเองโดยใช้เครื่องมือเหล่านี้ บางครั้งพ่อมาเห็นว่าผมไปเอาเครื่องมือที่คมๆ มาใช้ ท่านก็ดุว่าอย่าเอามาใช้ เพราะว่าเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือของช่าง มันจะทำให้ไม่คมเพราะเราไม่ได้รักษา ตรงนี้แหละที่กลายเป็นสิ่งที่รักไปโดยไม่รู้ตัว
พอมาเรียนชั้นประถม-มัธยมเราก็ชอบศิลปะ ก็อาจจะมีสายเลือดของคุณพ่อติดตัวมา เราชอบเขียนรูป วาดรูป ทีนี้พอจบมัธยมต้นก็มาเรียนต่อ ตอนนั้นแอบมาเรียนเพราะจริงๆ แล้วพ่อไม่อยากให้เรียน เขาอยากให้เราเป็นครู แต่เราดันสอบติดเพาะช่าง ที่เพาะช่างผมก็เรียนเขียนรูปวาดรูปนี่แหละ มีเบสิก เรียนกายวิภาค อะไรต่างๆ จากนั้นมาก็เข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร ก็เลือกเรียนเอกประติมากรรมเพราะว่าความคุ้นเคยตอนเด็กๆ และอีกอย่างสาขาประติมากรรมคนเรียนน้อย จิตรกรรมคนเรียนเยอะกว่าเพราะว่างานมันเบา ไม่หนักแรง แล้วก็ทำงานง่าย ประติมากรรมมันลำบากใช้แรงกายแรงใจเยอะกว่าจะให้มันออกมาเป็นสามมิติ

Photo courtesy of Peerapong Doungkaew
art4d: เท่าที่ทราบมา หลังจากที่อาจารย์เข้าศิลปากรไปก็ได้มีความสนใจหลากหลาย ตั้งแต่ มานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา แถมช่วงหลังๆ มีศิลปะพื้นบ้านเข้ามาอีก และยังมีการไปศึกษาต่างประเทศทั้งเอเชีย ยุโรป ลาตินอเมริกา เลยอยากทราบว่าเป้าหมายในตอนนั้นต้องการแสวงหาเรื่องอะไรและได้ค้นพบอะไรที่รู้สึกว่า นี่แหละคือความเป็นเรา
PD: เดิมทีผมก็เป็นพวกโลกแคบๆ เรียนที่ศิลปากรเนี่ยก็ได้หลักสูตรมาจากท่านอาจารย์ศิลป์ ท่านเอาศิลปะร่วมสมัยและลักษณะการเรียนแบบตะวันตกมาใช้ แต่เราเองก็เห็นพระพุทธรูปเห็นอะไรอยู่เรื่อยๆ หลักสูตรของอาจารย์ศิลป์นี้ทำให้เราตื่นเต้นกับเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะของตะวันตก ตะวันออก รวมไปถึงเรื่อง art critique อะไรต่างๆ และได้รับการบ่มเพาะความรู้ทางด้านสุนทรียภาพของศิลปะหลายๆ แขนง เช่นจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ศิลปะทางดนตรีที่ท่านเอาดนตรีมาสอนมาทำให้ซึมซับ ทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล สิ่งเหล่านี้ช่วยหลอมให้ผมสนใจในสุนทรียภาพที่หลากหลาย
พอเรียนจบแล้วผมอยากจะไปเห็นของจริง ก็เลยไปอิตาลี ยุโรป ไปแสดงงานที่อเมริกาโดยไปอยู่กับอาจารย์กมลแล้วก็ท่องอเมริกาเป็นเดือนเลย ไปอยู่ที่โน่นก็ได้รับรู้การเคลื่อนไหวของศิลปะร่วมสมัยของอเมริกาและยุโรป การศึกษาเหล่านี้มันทำให้เกิดการเชื่อมโยงของตะวันออกกับตะวันตก ตอนช่วงแรกๆ พอเห็นอิทธิพลตะวันตกมาก เราก็ตามตะวันตกไปทางยุคโมเดิร์นยุคคิวบิสม์อะไรต่างๆ งานแรกๆ ผมก็เลยเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเราตื่นเต้นอยากจะเป็นสมัยใหม่ ตอนหลังมาผมก็รู้สึกว่าผมจะต้องท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้มาสอนหนังสือที่วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ วิชากายวิภาค และวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ วิชาเหล่านั้นมันทำให้ผมต้องศึกษาค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ศิลปะซึ่งมีทั้งประวัติศาสตร์ตะวันตก ตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หลังจากนั้น พอผมย้ายไปที่เชียงใหม่ก็ยังต้องสอนวิชานี้ด้วย ผมต้องไปวิจัยในเรื่องศิลปะพื้นถิ่นของภาคเหนือล้านนา วิถีชีวิต วัฒนธรรม อาหารการกิน รวมไปถึงศิลปะในวัดในวาอะไรต่างๆ และผมได้รับแรงบันดาลใจของภาคเหนือโดยที่ผมเป็นคนอีสาน ทำให้เห็นว่าศิลปะอีสานกับศิลปะภาคเหนือมันเป็นโฟล์ค (folk) คล้ายๆ กัน ตรงนี้มันทำให้ผมเห็นรากผมและเริ่มเอาเข้ามาผสม
art4d: ในงานยุคแรกๆ เราสังเกตว่าแต่ละงานมีชื่อยาวมาก เช่น ‘พลังแฝงเร้ารักษาดุลยภาพของรูปทรงกับความสัมพันธ์ที่ว่างอากาศ 2’ อยากรู้ว่ายุคนั้นกำลังค้นหาอะไรอยู่ หรืออย่าง ‘ความเกี่ยวเนื่องของมวลปริมาตรร่วมกับช่องว่างของอากาศ’ หรือกระทั่ง ‘ทรูสแตนดิ้งฟอร์ม’ ตอนนั้นทำอะไรอยู่ คิดอะไรอยู่ เพราะงานเป็นคนละแนวทางกับที่เราเห็นในวันนี้โดยสิ้นเชิง
PD: ตอนนั้นตะวันตก โมเดิร์นอาร์ท ทุกคนจะเป็นอย่างนั้น กระแสของศิลปะตะวันตกมันแรงมากและก็มีความเป็นโมเดิร์น ตอนนั้นเราก็กลัวแต่จริงๆ เราเป็นเด็กก็ยังไม่รู้เรื่องหรอก อาจารย์ก็เตือนบอกว่าอย่าไปตามก้นฝรั่งนะ แต่ตอนสมัยเรียนเราอยากเป็นฝรั่งเราอยากเป็นคนโมเดิร์น ก็ทำแบบโมเดิร์นก็เอาของ Henry Moore มาครีเอท มาทำเป็นลักษณะ Constructivism หาความสัมพันธ์ของ space and form อันนั้นเป็น abstract หรือ semi-abstract ซึ่งเราไปห้องสมุดหรือเราไปต่างประเทศ เราก็ไปดู museum of modern art ไปตระเวนดูทั้งอเมริกา
art4d: ช่วงนั้นเขาใช้ถังสีราดถนน
PD: ใช่ๆ Jackson Pollock อะไรต่างๆ แต่ตอนหลังเราสลัดออกไปแล้วก็เริ่มค้นหารากเหง้า แล้วผมไปอ่านหนังสือโบราณคดี ขุดวัตถุโบราณ ผมเห็นซาก เห็นความเป็นมาของเราไปจนถึงรากเหง้า ไปบ้านเชียง ไปล่องแม่น้ำโขง จากเชียงแสนลงไปหลวงพระบาง
art4d: พอการศึกษาของตะวันตกแข็งแรงในเรื่องแบบนั้นและมันครอบงำเราง่าย กว่าคุณจะหลุดออกมาได้น่าจะยาก เพราะคุณไปทางนั้นแล้วทำได้ดีด้วย งานบางชิ้นของคุณพอไปนั่งดูแล้วเห็นเลยว่ามันมีความสมมาตรมาก
PD: ผมรู้ว่าฝรั่งชอบเพราะฝรั่งเขาเป็นอย่างนั้น ซึ่งเราเข้าใจ เขาไม่ชอบให้แกะลวดลายอย่างเราหรอก เราเห็นฝรั่งชอบเราก็ตื่นเต้น

Photo courtesy of Peerapong Doungkaew
art4d: ซึ่งบางทีมันออกมาเป็นในเชิง ornament
PD: นอกจากเรื่อง ornament มันยังเป็นเรื่องจิตวิญญาณของตะวันออก เราไปทิเบต เนปาล อินเดีย ไปดู Khajuraho, Gupta, Ajanta อะไรต่างๆ เห็นความเป็นตะวันออก แล้วเราไปตามกรีกตามอะไร มันก็จะเป็นเป็นคิวบิสม์
art4d: งานแต่ละชิ้นของอาจารย์ถ้าเกิดได้ไปอยู่ใน MOMA หรือมิวเซียมสักที่น่าจะมีมูลค่าสูงมาก แต่อาจารย์กลับมาเลือกชีวิตที่เป็นสมถะ
PD: เพราะเส้นทางชีวิตเราไม่ได้ไปอยู่ที่นั่น แต่ถ้าเราไปฝังตัวอยู่นิวยอร์กเราอาจจะเป็นอย่างนั้น
art4d: เป็นเส้นทาง ‘rich and famous’ เลย เพราะว่าทักษะมีและเข้าใจตลาด แล้วเส้นทางของนักสะสมยุคนั้นก็เป็นอย่างนี้
PD: อย่างท่านอาจารย์ชวลิตที่อยู่เนเธอแลนด์ซึ่งเสียไปแล้ว ท่านก็ไปอยู่ที่นั่นจนท่านเป็น abstract แต่ทั้งหมดก็เพราะท่านเลือกที่ไปอยู่ตรงนั้น เราเองก็เลือกที่อยู่ตรงนี้ในแบบที่เราเป็นนั่นแหละ เราไม่อายเลย ทีนี้เหมือนความมั่นใจมันเกิดขึ้น เวลาผมไปต่างประเทศก็เหมือนผมเอาตัวเองไปด้วย

Photo courtesy of Peerapong Doungkaew
art4d: เราสนใจในช่วงแรกๆ ที่ผลงานเป็น woodcut เราเห็นว่าอาจารย์ให้ความสำคัญกับรูปทรงร่วมกับความรู้สึกภายในที่ใส่เข้ามา อยากให้ช่วยขยายความความสัมพันธ์ตรงนี้ในแง่มุมของการสื่ออารมณ์ก็ดี ประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา หรือองค์ประกอบ จริงๆ แล้วมีประเด็นอะไรเป็นพิเศษที่ต้องการสื่อสารไหม
PD: ก็แน่นอน ศิลปะมันก็คือการสร้างสรรค์ มันมีแอบสแตรกต์ (abstract) กึ่งแอบสแตรกต์ (semi-abstract) หรือกึ่งเรียลริสติก (semi-realistic) ตอนนั้นยุคโมเดิร์นมันพยายามทิ้งสัญลักษณ์ที่ดูรู้เรื่อง พยายามหา simplified form หาความสัมพันธ์ของ space กับ form หา proportion, rhythm, texture หาความงามของ element ของศิลปะเพื่อมาทำเป็นประติมากรรม 3 มิติ ซึ่งเป็นเรื่องของทฤษฎีของความงาม ผมใช้ของที่เราได้เห็นความกลมกลืนกัน แล้วก็ตัดความเป็นรูปธรรมออกแล้วเอานามธรรมความงามทำให้มันสัมพันธ์กัน
แต่ตอนหลังๆ มาเนี่ยผมก็เอารูปธรรม นิทานชาดก วิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม ความเป็นล้านนา อะไรต่อมิอะไรใช้เป็นเรื่องที่ผูกเข้าไป ก็เลยเป็น subjective เข้าไปผสม เพราะการเล่าเรื่องแบบนี้สำหรับคนไทยหรือคนทั่วๆ ไปสื่อสารกันง่ายและเวลาเราสอนหนังสือเราต้องสอนคนด้วย แต่ถ้าผมเบื่อๆ ผมก็ทำแอบสแตรกต์ สลับไปสลับมาซึ่งมันเป็นเรื่องปกตินะ เป็นเรื่องปกติของการทำงานศิลปะแล้วผมก็ยังไม่รู้เลยว่าต่อไปผมจะทิ้งมากน้อยแค่ไหน หรือจะคืนกลับมาแค่ไหน
art4d: ในเรื่องของประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ผ่านมา คุณคิดว่าศิลปินท่านใดมีความโดดเด่นในเรื่องของ feeling กับ form มากที่สุด
PD: อาจารย์วิชัย สิทธิรัตน์ อาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน แล้วก็อาจารย์เข็มรัตน์ กองสุข ที่เป็นแอบสแตรกต์ แต่อาจารย์วิชัยท่านก็ยังปั้นพระพุทธรูปอยู่ แล้วท่านก็ปั้นพระได้สวยด้วย

art4d: กลับมาถึงนิทรรศการ ‘Tree of Life’ กันบ้าง มันคือประติมากรรมที่เป็นต้นไม้ แล้วก็ผมรู้สึกว่ามันมีความเป็นชนบทมากเลย มันมีวัฒนธรรมท้องถิ่น มีความแห้งแล้วบางอย่าง รวมถึงบรรยากาศของประเพณีพื้นบ้านที่ชัดมากๆ ทั้งหมดนี้ตั้งใจจะสื่ออะไร
PD: มันมีเรื่องราวที่ผมได้หลอมรวมขึ้นมา ทั้งจากวัฒนธรรมของอีสาน และของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในภาพกว้าง มันเริ่มตั้งแต่ที่ผมได้ไปเห็นวิถีชีวิต มันมีความทรหด มันมีความแร้นแค้น แต่มันเองก็มีลุ่มแม่น้ำโขงที่เป็นจุดเริ่มต้นของ ประเพณีวัฒนธรรม การทำมาหากินของชาวบ้าน หรือแม้แต่ความโหดร้าย
ผมเอาเรื่องราวทั้งหมดนี้มาสะท้อนออกผ่านความรุนแรงของรูปทรง ประเพณีวัฒนธรรม มีนกเกาะ เราจะเห็นนกอยู่ที่โบสถ์ที่วิหาร แสดงถึงสวรรค์ ทิพย์ หรือความสูงส่ง ผมจึงเอาสัญลักษณ์ของนกมาเชื่อมโยงถึงความเชื่อความศรัทธาและก็เชื่อมโยงถึงการขยายเผ่าพันธุ์ของเมล็ดพืช
ผลงานชุดนี้ผมใช้เวลาทำสองปี ทำเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ การขยายพันธุ์ ความอุดมสมบูรณ์ เพราะว่าทุกวันนี้บ้านเมืองเรามันแห้งแล้ง มันไม่อุดมสมบูรณ์ แล้วก็ใช้ยาฆ่าแมลงเยอะ แล้วก็มีเหตุการณ์อุทกภัยแผ่นดินไหวอะไรต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิศาสตร์
art4d: งานทั้งหมดนี้เวลาวางอยู่ด้วยกันเล่าเรื่องถึงสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นครั้งที่อาจารย์ไปศึกษาวิจัยหรือเปล่า
PD: การขยายเผ่าพันธุ์ ขยายเมล็ดพืช ผมก็ไปดูจริงๆ มันมีสัญลักษณ์ต่างๆ อย่างใบไม้ไม่ใช่ใบไม้แต่เป็นหน่วยของเซลล์ที่กำลังแตกตัวออกไปเป็นกลุ่มของแฟมิลี่ที่เชื่อมโยงกันเป็นตาข่าย เวลาไปดูจริงๆ จะเหมือนว่ามันกำลังสังเคราะห์แสง กำลังจะบิดหน้าใบไปรับแสงเพื่อจะให้เซลล์มันแตกตัวและขยาย ที่ถามว่าทำไมผมมีเรื่องชีววิทยา มีอะไรต่อมิอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะว่าหลักการทำงานศิลปะมันต้องทำงานเชิงวิจัยด้วย ไม่ใช่ทำเรื่องความรู้สึกส่วนตัวอย่างเดียว
art4d: มันต่างกับยุคที่มันเป็นอินเนอร์อีโมชั่นแล้วก็เกิดมาเป็น form ว่ารู้สึกยังไง อันนี้มันกลายเป็น research based ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นกว่า pure art ที่คุณโตมา
PD: นั่นแหละถูกต้อง มันเป็นวิชาการ ที่จริงศิลปะกับวิชาการมันควรจะเชื่อมโยงให้มันพอดีๆ ย้อนกลับไปอาจเทียบกับของ Jackson Pollock นี่ก็คือเอาสีสาด ส่วนนั้นคืออารมณ์ล้วนๆ
art4d: คนที่ไม่รู้จักไปเจอจุดๆ สี และ Cy Twombly ก็แบบว่าโอ้โหมันแพงมาก
PD: เป็นแสนเป็นล้าน จนกระทั่งคนที่เลี้ยงช้างบอกว่าเอาช้างมาเขียนรูปสิ เอาช้างมาตวัดๆ แปรงที่ปางช้างแล้วบอกว่าภาพเขียนแอบสแตรกต์ แล้วก็ประมูลขาย คือถ้าจะบอกว่าแบบนั้นเป็นศิลปะหมดก็โอเค ผมก็ไม่ว่าอะไรนะ แต่ถ้าไปศึกษาจริงๆ มันก็มีที่มาที่ไป
art4d: แล้วในส่วนชีวิตประจำวัน กิจวัตรช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง เราเห็นว่าอาจารย์มีความเป็นอยู่สมถะมาก แทบจะมีแค่ทำงานและนอนพัก
PD: เป็นอย่างนั้นครับ ชีวิตกับงานมันกลายเป็นเรื่องเดียวกัน สาเหตุที่ผมย้ายจากวัวลายซอย 4 เนื่องจากมันเป็นชุมชนที่ทำเครื่องเงินและผมก็ขลุกกับเรื่องวัฒนธรรมพวกนี้อยู่แล้ว ที่นี้พื้นที่ตรงนั้นผมทำงานศิลปะไม่ได้เพราะต้องการหาที่สงบๆ แล้วผมก็อิสระและทำงานอย่างเดียว ความมุ่งมั่นของผมก็คือขอทำงานศิลปะโดยไม่มีอะไรมารบกวน ผมก็เลยทำงานเต็มที่เพราะว่าจุดประสงค์ผมคือ ‘รักงานศิลปะ’ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าทำไปเพื่อจะรวยหรือจะมีชื่อเสียงอะไร ทำเพราะอยากเห็นความคิดตัวเอง อยากเห็นว่าสิ่งที่เราคิดมันจะออกมาเป็นผลงานเชิงประจักษ์ได้อย่างไร สัมผัสได้อย่างไรก็เท่านั้นเอง
พอมีเพื่อนฝูงศิลปินเขาพาไปเที่ยวไปทำงานศิลปะที่อินเดีย ที่มาเลเซีย ที่ญี่ปุ่น ผมก็หิ้วเครื่องมือไป ก็มีความสุข ทำแบบนี้แล้วกลับมาก็มาอยู่กระต๊อบซึ่งไม่มีอะไรเลย นอนก็นอนกับพื้นก็เพราะว่าเราไม่มีอะไรให้ห่วง ถ้ามีเราจะห่วงเขาว่าเขาจะลำบากเหมือนกับเราหรือเปล่าก็อย่าให้มาใกล้ดีกว่า ผมเลยอยู่แบบนี้ ซึ่งมันทำให้สมาธิในการทำงานมีมากขึ้น มีความเป็นเสรีภาพมีความอยากจะทำอะไรมากขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยโดยไม่มีปัญหาอะไร
art4d: ในฐานะประติมากรผู้ที่มีประสบการณ์มายาวนาน มีคำพูดอะไรอยากจะพูดถึงวงการศิลปะยุคปัจจุบันบ้าง
PD: ศิลปะปัจจุบันมันหลากหลาย จริงๆ ผมชื่นชมมากนะ แล้วก็ตอนนี้ศิลปะมีความสำคัญกับชุมชนและทุกคนรู้สึกว่าศิลปะนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยรู้สึกแต่โลกมันพัฒนาขึ้น ศิลปะ ศิลปิน ก็มีหลายวัย ศิลปะของเด็กเจเนเรชั่นใหม่ก็มีการแสดงออกแนวคิดอะไรของเขา ตามสิ่งที่มันเกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมเขา ส่วนคนแก่ก็ต้องทำงานต่อไป ผมว่าดีนะที่มีทั้งคนแก่ทั้งคนจวนจะตายแล้วที่ยังทำงาน คนยังแข็งแรงปานกลางก็ยังทำงานอยู่ แล้วเด็กก็ทำงานหลากหลายมากขึ้น ผู้ชมที่จะชื่นชมศิลปะก็ได้เห็นศิลปะที่หลากหลายทางเลือกขึ้น
จริงๆ มันคือเรื่องความอุดมสมบูรณ์นั่นแหละ เป็นความเจริญงอกงามของความงาม ศิลปะ ทุกคนช่วยกันทำ ช่วยกันคิดและไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ทำออกไปแล้วมันก็ทำให้สังคมเจริญ เพราะศิลปะวัฒนธรรมมันเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มันเหนือกว่าสัตว์ เราเห็นคุณค่าของความจริง ความดี ความงาม ความละเอียดอ่อน ความสะเทือนใจ เมื่อเจอสิ่งที่ไม่ดีเรารู้สึกสะเทือนใจ หรือถ้าเราไม่ได้ห่วงในเรื่องเงินก็แสดงว่าเราเห็นอุดมการณ์บางสิ่งบางอย่าง ในขณะเดียวกันเรื่องของจินตนาการก็สร้างความงามให้มนุษย์ได้เสพและมันทำให้เราเจริญขึ้นมาได้
อย่างวัฒนธรรมของกรีกของโรมัน สุโขทัย หรือของอยุธยามันก็มาจากศิลปะ เศรษฐกิจ สังคม ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันไปหมด และเดี๋ยวนี้หน่วยงานต่างๆ ก็ยังเห็นว่าศิลปะเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าบ้านเมืองเราเศรษฐกิจดีมันก็จะมีมิวเซียม children museum มีคอร์สอะไรต่างๆ ให้เด็กเล่น เด็กก็จะไม่เครียดทำให้จิตใจของเด็กเจริญขึ้น ถ้าเด็กได้ทำงานศิลปะ เห็นศิลปะเป็นวิชาที่มันจำเป็นกับชีวิต เด็กก็จะมีความอุดมสมบูรณ์จากข้างในจิตใจของเขาและกลายเป็นคนมีคุณภาพ มีจินตนาการ โตไปก็สามารถไปต่อยอดสร้างเทคโนโลยีอะไรได้หมด พวกหมอพวกวิศวกรมาทำงานศิลปะก็จะช่วยให้ความครีเอทีฟมันสูงขึ้น ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมดครับ เราช่วยกันคนละไม้คนละมือเป็นสิ่งที่ดี

นิทรรศการ Tree of Life โดย พีระพงษ์ ดวงแก้ว จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2568 ที่ MATDOT Art Center


















