REMNANTS OF FADING SHADOWS

Remnants of Fading Shadows นิทรรศการจัดวางที่พาผู้ชมไปสำรวจขอบเขตของความทรงจำ ความใกล้ไกล และสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้โดยสมบูรณ์

TEXT: KANDECH DEELEE
PHOTO: KETSIREE WONGWAN

(For English, press here)

ความสงสัยผุดขึ้นในจุลจักรวาล ไหลล้นออกมาจากรอยแยกที่เคยสมานนิ่ง กระทบกับเหลี่ยมขอบแล้วพองออก ขยายออก ก่อตัวเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงที่ดูบางเบาแต่กลับมีน้ำหนัก พื้นผิวของความคุ้นชินเริ่มสั่นไหว กระเพื่อม จนสะเทือน

Remnants of Fading Shadows โดย วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร ว่าด้วยการบรรจบกันระหว่างความทรงจำกับประวัติศาสตร์ เธอสำรวจโดยใช้เรื่องราวใกล้ตัวเป็นจุดตั้งต้น จากนั้นจึงค่อยๆ ให้มันนำทางจนเห็นว่าเรื่องเล่าภายในครอบครัวที่ดูเหมือนจะเป็นพื้นที่ปิด กลับเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับการเมืองในพื้นที่เปิด ทั้งการเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ของกระบวนการรับและสร้าง และการเป็นอุปมานิทัศน์ซึ่งเรื่องเล่าของเธอกลายเป็น ‘จุลจักรวาล’ (microcosm) ที่สั่นพ้องต้องกันกับจักรวาลของประวัติศาสตร์ที่กำลังโคจรเคลื่อนไหว

อย่างไรก็ตาม แม้เธอจะใช้วิธีการเล่าเรื่องโดยเชื่อมผ่านสิ่งเล็กๆ จากหลายทาง แต่ ‘พื้นผิว’ กลับเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่ปรากฏขึ้นซ้ำตลอดทั้งงานของเธอ พื้นผิวของบางสิ่งบางอย่างได้ถูกเธอประชิด ‘ใกล้’ จนมองไม่เห็นร่างทั้งมวลของเจ้าของร่าง พร้อมทั้งสร้างความแปลกปลอมจนรู้สึก ‘ไกล’ ใน Making the Unknown Known (2023) ผลงานวิดีโอจัดวางสามจอ ได้แก่ ภูมิทัศน์ของแม่น้ำโขง ช้าง1 และนกแอฟริกันเกรย์ ช่วงต้นของวิดีโอ วันทนีย์กดกล้องลงประชิดผิวหนังของช้าง เห็นถึงรอยยับย่นและเส้นขนบางๆ ที่กำลังขยับเขยื้อนทั้งจากช้างเองและจากกล้อง การเปิดเรื่องโดยประชิดนี้ไม่ได้เจาะลึกลงไปจนเป็นปริศนา ผู้ชมยังสามารถแยกแยะด้วยตนเองได้ว่านี่คือผิวหนังของช้าง แต่กล้องก็ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการไล้ตามผิว-ลูบตามหนัง ทิ้งผู้ชมให้เกาะอยู่บนผิวเสียเนิ่นนาน ในขณะที่อีกสองจอกลับถอยระยะกลับมาในความคุ้นเคย นกบนคาน น้ำขอดตลิ่ง กว่าจะถอยระยะออกมาหนังช้างได้ก็กินเวลาไปเกือบครึ่งหนึ่งของชิ้นงาน

เมื่อกล้องถอยออกมาจนเห็น ‘ช้างทั้งตัว’ สีผิวที่ซีดจึงปรากฏแก่ตาว่านี่เป็นช้างเผือก ประกบทับเข้ากับบทบรรยายตอนท้ายซึ่งไล่เรียงถึงคุณลักษณะช้างเผือกซึ่งมีสีผิวที่แตกต่างจากช้างธรรมดาทั่วไป น่าสังเกตว่าเมื่อกล้องปล่อยให้ผู้ชมจมอยู่กับผิวเนิ่นนาน เรากลับแยกได้แค่ว่านี่คือผิวของช้าง แต่ไม่อาจระบุได้แต่แรกว่านี่คือช้างเผือก ทั้งที่คุณสมบัติประจักษ์แจ้งที่สุดของช้างเผือกก็คือสีผิว น้ำหนักของเฉดสีถูกพรางไว้ในความคลุมเครือของระยะ การประชิดใกล้ไม่ได้ทำให้เรา ‘ใกล้’ มากขึ้น ตรงกันข้ามมันกลับละบางสิ่ง สละบางอย่าง ที่อาจจะรับรู้ได้เมื่อมีระยะออกมา

ในขณะที่ The web of time (2022) กลับยิ่งเค้นให้เห็นผิวมากขึ้นอีก หลังเรื่องเล่าในครอบครัวที่ขัดแย้งกันกับข้อมูลพันธุกรรมของมนุษยชาติ และฉากวินาศกรรมของสงครามที่ทาบทับเข้ากับเงานก วันทนีย์ได้นำเสนอภาพของพื้นผิวที่ต่างกัน ได้แก่ ผิวหนังที่เหี่ยวย่นของมนุษย์ หนังศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมสีขาว ขนสัตว์ที่กำลังกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจ และระนาบของใยดักจับแมลงที่เกาะอยู่บนพื้นหญ้า ภาพพื้นผิวนานาชนิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกวางเทียบเคียง (juxtaposition) กับภาพที่อยู่ก่อนหน้า พื้นผิวจึงถูก ‘ปะติด’ เข้ากับภาพความรุนแรงของสงคราม และ ‘ปะต่อ’ เข้ากับความสับสนของต้นกำเนิดบรรพบุรุษ ว่าเกิดขึ้นใจกลางกาฬทวีปหรือมีรากแรกบนแผ่นดินมังกรดังคำที่พ่อของเธอยึดมั่นถือมั่นมาตลอดชีวิต

สามสิ่งได้พันเกี่ยวและผูกซ้อนกันกลายเป็นความหมายของการเผชิญหน้า งานของวันทนีย์ไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงแค่รูปแบบความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ทับซ้อนกันในพื้นที่ต่างระดับ แต่ยังคายความรู้สึกที่ถูกทับถมอยู่ในตัวชิ้นงาน ความกังวล ความเปราะบาง และการต้องกลายเป็นหน่วยเล็กๆ ในสนามของความสับสนและสิ่งที่ตนไม่เข้าใจ The web of time นำผู้ชมเข้าเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของผัสสะและเรื่องเล่าของเวลา เรากลายเป็นแมลงตัวเล็กๆ ซึ่งเกาะอยู่บนขนของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่าและกำลังกระเพื่อมไหว ผัสสะที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้รับรู้ได้ในฐานะภูมิทัศน์ ทั้งที่เราอาจกำลังเกาะอยู่บนบางสิ่งบางอย่างซึ่งอาจกำลังมีชีวิต (still (a) life) และไม่อาจเข้าใจได้โดยสมบูรณ์

นอกเฟรมจึงยังมีสิ่งอื่นอยู่ แม้จะชี้นกเป็นนก ชี้น้ำเป็นน้ำ แต่ถ้าแม้กระทั่งหนังช้างก็ยังวางใจไม่ได้ เลยจากเฟรมนก ล้นออกจากเฟรมน้ำ ก็ยังคงมีสิ่งอื่น สิ่งที่เข้าไม่ถึง เกินพ้นไปจากขอบเขตของผัสสะน้อยๆ จะแบกรับไหว เช่นเดียวกันกับมนุษย์และประวัติศาสตร์ ท้ายที่สุดเราก็ไม่อาจพิชิตหรือพยายามสร้างความเข้าใจต่อสิ่งใดๆ ได้อย่างสมบูรณ์ เราต่างอาศัยอยู่บนพื้นผิวซึ่งไม่อาจทะลุลงไปได้เสียที พ่ายแพ้ให้แก่ขอบฟ้าของความอ้างว้าง หยิบจับและคว้าได้แต่สิ่งที่อยู่ระยะใกล้ และหลายครั้งก็หลงเข้าใจว่านั่นคือ ‘ทั้งหมด’

ในพื้นที่ช่วงท้ายของนิทรรศการ Beuys’ Archive (2025) มุ่งความสนใจไปยังการเก็บสะสมข้าวของของนกแอฟริกันเกรย์ที่เธอเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็น ซองอาหารนก ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล แหวนนก ไปจนถึงขนนกซึ่งมีทั้งเธอนำมาเรียงตามขนาดไว้อย่างดีบนโต๊ะครอบอะคริลิกใส และกองรวมกันไว้ในตู้จัดแสดง ในทางหนึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นเปิดให้ผู้ชมประชิดใกล้นกมากขึ้น แต่ในอีกทาง ข้าวของทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะนิยามหรือหมายเขตตัวนกได้จนสมบูรณ์ มันเป็นเพียงร่องรอย (traces) ที่หลุดร่อนออกจากตัวร่างซึ่งวันทนีย์คว้าเก็บเอาไว้ระหว่างทาง (trace) แน่นอนว่ามันสามารถเชื่อมโยงถึงตัวนกได้ แต่วัตถุเหล่านี้ต่างก็มีความเป็นเอกเทศในตัวมันเอง แยกขาดและสามารถลบตัวตนจากร่างต้นได้ในเวลาเดียวกัน

Remnants of Fading Shadows จึงชี้ให้เห็นถึงระยะของการสัมผัสซึ่งเราต่างมีอยู่อย่างจำกัด ในระนาบภูมิทัศน์ของประวัติศาสตร์ที่เราดำรงอยู่ สิ่งที่เราเห็นอยู่ เผชิญอยู่ ปะทะอยู่ อาจไม่ใช่ทั้งหมดที่ ‘เป็น’ แล้วก็คงไม่มีทางใดจะรวบรวมทั้งหมดเอาไว้ได้ มันอาจจะมีบางสิ่งอยู่แค่เลย ‘ขอบ’ เพียงเล็กน้อย และอาจจะมีบางอย่างล้นจาก ‘กรอบ’ ทิ้งระยะห่างออกไป เราจึงจำต้องตระหนักถึงข้อจำกัด ความบกพร่อง และความไม่สมบูรณ์ในตัวมันเอง เพราะสิ่งที่เรารับรู้อยู่ เห็นอยู่ ครอบครองอยู่ อาจจะเป็นเพียงแค่ซากของเงาที่จะเลือนหายไปในที่สุด

การคิดถึงผิวที่ว่านี้อาจไม่ได้หมายถึงแค่ผิวของวัตถุซึ่งกำลังถูกเสนอ
หากแต่ยังหมายรวมถึงผิวจอโปรเจกเตอร์และผิวจอประสาทตาของเราด้วย

นิทรรศการ Remnants of Fading Shadows โดย วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร จัดแสดงระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2568 ณ หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ)

_

1 ในวิดีโอชิ้นนี้เป็นช้างธรรมดาที่ถูกตกแต่งเป็นช้างเผือก เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ดูเพิ่มใน ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์. (2568, 6 กรกฎาคม). Remnants of Fading Shadows I การเชื่อมร้อยประเด็นทางสังคมการเมือง กับร่องรอยอันเลือนรางของความทรงจำส่วนตัว. มติชนสุดสัปดาห์. https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_849152

art-centre.su.ac.th
facebook.com/ArtCentre.SilpakornUniversity

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *