HWAY KA LOKE SCHOOL

Hway Ka Loke School อาคารเรียนหลังใหม่ โดย Simple Architecture ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับโอกาส การมีส่วนร่วม และความผูกพันของคนในชุมชน

TEXT: PRATCHAYAPOL LERTWICHA
PHOTO: JONATHAN WIEDEMANN EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

เช้ามืดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 เมืองเนปิดอร์ ประเทศเมียนมาถูกปลุกจากความหลับใหลด้วยทัพรถถังที่เคลื่อนตัวเข้ามาในเมือง พลทหารผละจากรถและรุดเข้าไปจับกุมตัวออง ซาน ซู จี และนักการเมืองฝ่ายพลเรือนอีกหลายคนตามที่ต่างๆ ของเมือง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน โดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา

รัฐประหารครั้งนั้นไม่ได้นำพาความสงบมาสู่บ้านเมือง หากแต่จุดเชื้อไฟให้โหมกระหน่ำ เมียนมาเผชิญกับภัยสงครามกลางเมืองที่ดุเดือดทั่วประเทศ ชีวิตของประชาชนถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นที่เมียนมา แต่แรงสั่นสะเทือนก็ส่งอิทธิพลข้ามชายแดนมาถึงไทย UNHCR รายงานในปี 2023 ว่า ตั้งแต่รัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2021 จนถึง มิถุนายน 2023 มีชาวเมียนมาอพยพข้ามแดนมาฝั่งไทย และปักหลักบริเวณชายแดนสองประเทศ มากกว่า 40,000 คน

ผลพวงจากความไม่สงบก็ส่งผลถึง ‘ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้เด็กห้วยกะโหลก’ (Children’s Development Training Centre Hway Ka Loke) เช่นกัน ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้เด็กห้วยกะโหลก เป็นโรงเรียนในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่อยู่ห่างจากชายแดนเมียนมาไม่ถึง 3 กิโลเมตร โรงเรียนนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2000 เพื่อให้การศึกษา อาหาร การดูแลคุ้มครอง และที่พักพิงกับเด็กผู้ลี้ภัยจากเมียนมา หลังเหตุการณ์รัฐประหารปี 2021 โรงเรียนต้องรองรับนักเรียนมากขึ้นกว่า 50% ขณะที่อาคารเรียนเดิมกลับคับแคบแออัด ทั้งยังมีสภาพทรุดโทรม ผนังแตกร้าว พื้นที่ข้างในมืดทึบไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ Simple Architecture สตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ก่อตั้งโดย แจน กลาสไมเออร์ (Jan Glasmeier) เลยเข้ามามีบทบาทสร้างอาคารเรียนใหม่แทนอาคารเดิม โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Stiftung Deutscher Architekten หรือมูลนิธิสถาปนิกเยอรมัน และกลุ่มสถาปนิก socialarchitecture e.V.

อาคารหลังใหม่สร้างขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโรงเรียน วางตัวบนแนวอาคารเก่าที่ถูกรื้อทิ้งลง อาคารมีห้องเรียนสี่ห้องวางเรียงติดกัน แต่ละห้องมีพื้นที่ราว 30 ตารางเมตร ใหญ่กว่าห้องเรียนเดิมที่เคยมีขนาด 16 ตารางเมตร เกือบเท่าตัว ด้านหน้าห้องเรียนคือระเบียงทางเดินในร่มและม้านั่งขนาดย่อมที่เสริมสร้างให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน

  • masterplan | Image: Leonie Beisler

East elevation | Image: Leonie Beisler

จากข้อจำกัดด้านงบประมาณของโครงการนี้ที่จำกัด สถาปนิกจึงเลือกใช้วัสดุท้องถิ่นเป็นหลัก อย่างเช่น ดิน และไม้ที่รื้อถอนจากบ้านเรือนเก่า การก่อสร้างอาคารเริ่มต้นจากการเทฐานรากคอนกรีตเพื่อเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง จากนั้นก็ถึงคราวของผนังดินที่ก่อจากอิฐดินกว่า 4,500 ก้อน ซึ่งผลิตจากแกลบและดินในพื้นที่ที่ผสมผสานกันและบีบอัดกันเป็นก้อน ผนังฉาบทาเพิ่มเติมด้วยส่วนผสมของแป้งมันสำปะหลัง ทรายละเอียด และตะกรัน เพื่อให้ผนังแข็งแรงขึ้นและกันน้ำซึมได้ในระดับหนึ่ง เพราะดินมีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อน ผนังดินจึงช่วยรักษาอุณหภูมิในห้องเรียนให้เย็นสบาย นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการเจาะช่องหน้าต่างบนผนังทั้งด้านหน้าและระหว่างห้องเรียน ช่วยให้อากาศถ่ายเทอย่างทั่วถึง และเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาในอาคาร

  • Photo: Oliver Giebels

บางช่วงของผนังดินเว้นช่องว่างไว้ให้โครงสร้างไม้แทรกตัว สถาปนิกแยกโครงสร้างไม้กับกำแพงดินออกจากกัน เอื้อให้สร้างองค์ประกอบทั้งสองได้ในเวลาเดียวกัน ย่นเวลาการก่อสร้างให้รวดเร็วขึ้น หลังคาออกแบบมาเป็นหลังคาสองชั้นซึ่งมีช่องว่างระหว่างกัน ช่องว่างช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามา และระบายความร้อนออกไป นอกจากไม้เก่าและดินจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการก่อสร้างแล้ว ทั้งคู่ยังเป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากอาคารต้องถูกรื้อถอนในอนาคต วัสดุเหล่านี้ยังสามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ ลดของเสียจากกระบวนการก่อสร้าง

Image: Leonie Beisler

Image: Leonie Beisler

สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยกว่าตัวอาคารคือกระบวนการออกแบบและก่อสร้างที่คนมีส่วนร่วม ก่อนลงมือสร้างฐานรากอาคาร แจนเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มบริหารโรงเรียน ชุมชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมจินตนาการหน้าตาของโรงเรียน เมื่อเห็นพ้องต้องกัน ก็มาถึงขั้นตอนการก่อสร้างที่ใช้เทคนิคเรียบง่าย เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ชาวบ้าน รวมถึงกลุ่มคนภายนอกอย่างเช่นนักเรียน นักศึกษา และอาสาสมัคร หว่านเมล็ดพันธุ์ความรู้สึกผูกพันและการเป็นเจ้าของอาคาร เพื่อให้ทุกคนร่วมรักษาดูแลในอนาคต นอกจากจะเป็นอาคารให้นักเรียนได้เป็นหนังสือ ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้กระบวนการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสัมผัสกับความเป็นจริงในชีวิตของผู้คนบริเวณพรมแดน

อาคารใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์ก็ก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมต้อนรับนักเรียนเข้าไปร่ำเรียน แม้จะไม่ได้มีดีไซน์ที่หวือหวา แต่สำหรับแจน อาคารนี้นำเสนออีกรูปแบบหนึ่งของการทำงานสถาปัตยกรรมและก่อสร้าง ที่เกิดขึ้นได้ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด และไม่แยกขาดจากผู้คน

“สถาปัตยกรรมที่ตอบโจทย์ชุมชน ไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างยุ่งยากซับซ้อน แต่สามารถออกมาเรียบง่ายและตรงไปตรงมา และเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาไม่นาน” แจนว่า “และเมื่อกระบวนการก่อสร้างมีคนในชุมชนหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เด็กๆ ได้ลงมือสร้างโรงเรียนด้วยตัวเอง พวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของ อาคารก็กลายเป็นอาคารของชุมชน”

simplearchitecture.net
instagram.com/its.simple.architecture

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *