‘Richard Rogers: Talking Buildings’ นิทรรศการที่รวบรวมผลงานของ Richard Rogers สถาปนิกผู้นิยามสถาปัตยกรรมสาธารณะ ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการออกแบบเพื่อผู้คน ผ่านการจัดวางโดย RSHP Architects
TEXT: PARK LERTCHANYAKUL
PHOTO: GARETH GARDNER EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน จนถึงวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีการจัดนิทรรศการ Richard Rogers: Talking Buildings ขึ้น ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานที่สำคัญของ Richard Rogers สถาปนิกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศอังกฤษ นิทรรศการนี้จัดแสดงที่ Sir John Soane’s Museum โดยเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยที่นิทรรศการได้ Ab Rogers ลูกชายของ Richard ควบคุมดูแลการออกแบบด้วยตัวเองร่วมกับบริษัทสถาปนิกของเขา RSHP Architects

ภาพของนิทรรศการส่วนแรก RSHP Architects in Dialogue
นิทรรศการส่วนแรกถูกจัดแยกออกจากส่วนหลักของงาน อยู่ในห้อง Foyle Space ทางด้านในของพิพิธภัณฑ์ ส่วนนี้จัดแสดงงานที่มีชื่อว่า ‘RSHP Architects in Dialogue’ เล่าถึงที่มาและเรื่องราวการเดินทางของบริษัทจนกระทั่งหลังการเสียชีวิตของ Richard ในปี 2021 ที่ทำให้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น RSHP Architects ในปัจจุบัน ตรงกลางของห้องมีแบบจำลองไม้ที่แสดงให้เห็นผลงานออกแบบสำคัญส่วนหนึ่งของบริษัทที่อยู่ในเมืองลอนดอน

ภาพของห้องที่สองของนิทรรศการหลัก ที่แสดงแบบที่วาดด้วยมือขนาดใหญ่ และมีแบบจำลอง Drawing Gallery อยู่ตรงกลาง

ภาพวาดแปลนของ Millennium Dome (หรือคนที่คนทั่วไปเรียกว่า The O2) | Image courtesy of RSHP Drawings
ในส่วนหลักของนิทรรศการนี้มีสองห้อง ทั้งหมดแสดงผลงานสำคัญและงานที่เป็นที่ชื่นชอบโดยส่วนตัวของ Richard ตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 50 ปีของเขา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 ถึง 2020 ทั้งหมด 8 โครงการ ซึ่งประกอบด้วยโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว 6 ผลงาน และโครงการที่ไม่ได้สร้างขึ้นจริงอีก 2 ผลงาน มีการนำทั้งภาพถ่าย ภาพวาด แบบร่าง แบบก่อสร้าง และหุ่นจำลอง มาจัดแสดงให้สามารถดูได้อย่างใกล้ชิด สื่อต่างๆ เหล่านี้ร่วมกันอธิบายเรื่องราวความเป็นมา บริบท แนวความคิดการออกแบบและเนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจของแต่ละโครงการไว้ได้โดยละเอียด
Richard Rogers เป็นสถาปนิกที่มีความสนใจในพื้นที่สาธารณะเป็นอย่างมาก ทำให้การออกแบบทุกโครงการของเขาไม่ว่าจะเป็นอาคารสาธารณะหรือไม่ มีการพัฒนาแนวความคิดที่นำเอาประสบการณ์ของผู้คนเป็นศูนย์กลาง คำนึงถึงขนาดและสัดส่วนต่างๆ ของผู้ใช้งานที่มีต่อพื้นที่ เขาออกแบบโดยคิดถึงแง่มุมต่างๆ ของสถาปัตยกรรมที่มีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง และการใช้ชีวิตของผู้คนจริง สิ่งนี้แสดงออกมาให้เห็นเด่นชัดในโครงการ Pompidou Centre ที่เขาออกแบบร่วมกับ Renzo Piano ที่เขายอมทิ้งพื้นที่ครึ่งหนึ่งของโครงการ เพื่อให้ใช้เป็นลานสาธารณะ (piazza) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากพื้นที่สาธารณะของฝรั่งเศสที่มีมาตั้งแต่สมัย Renaissance ตัวลานนี้ถูกออกแบบให้มีความลาดเอียงลงไปเชื่อมกับพื้นที่ชั้นล่างของอาคารอย่างต่อเนื่องเหมือนเป็นส่วนเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ที่ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สร้างความรู้สึกว่าสามารถใช้งานพื้นที่ทั้งภายนอกและภายในอาคารได้อย่างอิสระ

แบบจำลองของโครงการ Zip-Up house ซึ่งเป็นงานประกวดแบบ The House for Today ในปี 1968 | Photo courtesy of RSHP Archive

แบบจำลองของโครงการ Drawing Gallery ผลงานสุดท้ายของ Richard ซึ่งสร้างเสร็จในปี 2020
เมื่อได้เห็นผลงาน Zip-Up House ที่ Richard ออกแบบไว้ในปี 1967 เพื่อใช้ในการประกวดแบบ The House for Today เป็นผลงานแรกของนิทรรศการนี้ แล้วมีงานที่แสดงไว้ตอนจบของนิทรรศการเป็น Drawing Gallery ซึ่งเป็นงานสุดท้ายในชีวิตของ Richard จึงอดเปรียบเทียบผลงานทั้งสองนี้ไม่ได้ แม้ว่าโครงสร้างและวิธีการก่อสร้างของ Drawing Gallery จะได้รับการออกแบบให้สามารถใช้โครงสร้างที่มีเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัยของยุคปัจจุบัน แต่เมื่อเทียบกับ Zip-Up House แล้ว จะเห็นได้ว่ามี แนวความคิดออกแบบที่มาจากพื้นฐานเดียวกัน กล่าวได้ว่า Richard นั้น มีมุมมองในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยตลอดชีวิตการเป็นสถาปนิกของเขา

จอแสดงบทสัมภาษณ์ของ Richard ซึ่งแสดงสลับกับภาพถ่ายจากสถานที่จริงของโครงการในนิทรรศการนี้
ในบริเวณตรงกลางของงาน มีการจัดแสดงบทสัมภาษณ์ของ Richard ทั้งหมด 2 บทสัมภาษณ์ ได้แก่ ‘Exposed’ และ ‘Ethos’ ซึ่งได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อแสดงในงานนิทรรศการอื่นของ Richard ก่อนหน้านี้ คงไม่มีวิธีไหนที่เราจะเข้าใจตัวตนของเขาได้ดีไปกว่าการฟังจากปากของเขาเองอีกแล้ว บทสัมภาษณ์เหล่านี้บอกเล่าถึงที่มาและตัวตนของ Richard ได้เป็นอย่างดี แนวความคิดหลักในการออกแบบที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนมากคือความต้องการที่จะให้สถาปัตยกรรมสามารถบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ เมื่อผู้คนมองเห็นอาคารจะต้องเข้าใจได้ทันทีว่าอาคารนี้ถูกสร้างอย่างไร และถูกสร้างเพื่ออะไร ทำให้การออกแบบโครงสร้างหรือส่วนประกอบทางวิศวกรรมของต่างๆ อาคาร ถูกนำมาไว้ด้านนอกของอาคารแทนที่จะปิดซ่อนไว้หลังกำแพง ให้ผู้คนสามารถมองเห็นได้ตั้งแต่อยู่ข้างนอก เขาเชื่อว่าด้วยการออกแบบเช่นนี้ จะทำให้สถาปัตยกรรมมีความตรงไปตรงมา และสามารถสื่อสารกับผู้คนได้ ผู้คนสามารถที่จะเข้าใจตัวสถาปัตยกรรมได้โดยง่าย ส่งผลให้เกิดความเชื่อมต่อและเชื่อมโยงระหว่างคนกับสถาปัตยกรรม และในที่สุดสถาปัตยกรรมนั้นก็จะเป็นพื้นที่สำหรับคนทุกคนได้อย่างแท้จริง

ภาพแบบร่างแนวความคิดของ Rogers House ที่แสดงความเปลี่ยนแปลงของบริบทของอาคาร และสภาพแวดล้อมของบ้านที่เชื่อมต่อกับสวนหลังบ้าน ไปจนถึง Wimbledon Common | Image courtesy of RSHP Archive
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากคือการที่นิทรรศการนี้ใช้ Sir John Soane’s Museum เป็นสถานที่จัดงาน เนื่องจาก Sir John Soane ก็เป็นสถาปนิกเช่นเดียวกัน และพิพิธภัณฑ์นี้ก็คือบ้านที่เขาอยู่อาศัยจริงเมื่อศตวรรษที่ 19 ทั้ง Sir John Soane และ Richard Rogers ต่างก็เป็นสถาปนิกที่มีแนวความคิดก้าวหน้าเกินยุคสมัยของตน และใช้สถาปัตยกรรมให้มีความหมายไปมากกว่าการเป็นเพียงอาคารใช้งาน แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและแสดงแนวคิดที่ต้องการพัฒนาสังคมผ่านการออกแบบ สร้างออกมาเป็นผลงานที่เกิดขึ้นเพื่อผู้คน และเข้าถึงผู้คน
แม้ว่างานนิทรรศการนี้จะจบลงไปแล้ว แต่ถ้าหากคุณได้มีโอกาสมาลอนดอน ก็สามารถไปดู Lloyds of London และ Millennium Dome ที่สถานที่จริงได้ (Lloyds of London จำกัดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ในบริเวณส่วนต้อนรับหลัก) แต่ที่สำคัญที่สุด พลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะนี่คงจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้เข้าชม Pompidou Centre กับงานดนตรีดีเจแสงสีเสียง Because Beaubourg ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24-25 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ก่อนที่อาคารจะปิดปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ในสิ้นปีนี้ แล้วคาดว่าจะเปิดให้บริการอีกครั้งในอีก 5 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว

ภาพของห้องแรกของส่วนนิทรรศการหลัก Richard Rogers: Talking Buildings