UNDO PLANET PART 1: UNDO DMZ

อ่านรอยเลื่อนระหว่างรัฐชาติที่กระทบกันผ่านนิทรรศการ Undo Planet Part 1: Undo DMZ

TEXT: KANDECH DEELEE
PHOTO COURTESY OF BACC

(For English, press  here)

แผ่นเปลือกรัฐชาติเบียดบดกระทบกัน เกิดเป็นแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้ขอบดินเสมือนเคลื่อนตัวออก ดินแดนใหม่ผุดขึ้นระหว่างกลางเส้นล่องหน แปลกประหลาดและคุ้นเคยเหมือนปรัมปรากำเนิดที่เห็นปลายจุดหมายแต่ไร้ทางระหว่าง นัยหนึ่งว่าเป็นรัฐกันชนที่ห้ามมีผู้ครอบครอง แต่ในอีกทำนองก็ดูเหมือนผู้ครอบครองเก่าก่อนจะย้อนกลับมาอ้างกรรมสิทธิ์ คำถามสำคัญของการผุดเกิดนี้ นี่คือการรุกคืบหรือคือการถอยร่น?

หลายครั้งที่คำกล่าว ‘พรมแดนเป็นเรื่องสมมติ’ มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเหตุการณ์ความรุนแรงระหว่างรัฐที่ปะทะกันตามแนวชายแดน แต่ก็อีกหลายครั้งเช่นกันที่เรื่องสมมติที่ว่านี้ทวีความเข้มข้นขึ้นจนมันกลายเป็น ‘เรื่องจริง’ ที่จับต้องได้ในเชิงกายภาพ เช่นเดียวกันกับแนวชายแดนเกาหลี หลังสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงในปี 1953 ข้อตกลงสงบศึกเกาหลี (Korean Armistice Agreement) ได้จัดตั้งเขตปลอดทหารเกาหลี (The Korean Demilitarized Zone, DMZ) ที่ลึกเข้าไปในพรมแดนฝั่งละ 2 กิโลเมตร ยาวตลอดแนว 250 กิโลเมตร เพื่อเป็นแนวกันชนระหว่างประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เมื่อเขตแดนนี้ถูกจำกัดการเข้าถึงจากมนุษย์เป็นเวลาหลายสิบปี ภูมิทัศน์-สัณฐานของพื้นที่นี้ก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไป ราวกับได้รับการฟื้นคืนจากธรรมชาติ มีการพบพืชและสัตว์สายพันธุ์หายากอยู่อาศัยใช้ชีวิตในพื้นที่เขตปลอดทหารแห่งนี้1 และนี่เป็นหนึ่งในความสนใจหลักของนิทรรศการ ‘Undo Planet Part 1: Undo DMZ’

แม้จะเป็นเขตปลอดทหารที่เคยเป็นพื้นที่ปะทะอย่างรุนแรงมาก่อน แต่แทนที่จะพบกับรอยกระสุน กลิ่นเขม่า เศษซากอาวุธยุทโธปกรณ์ หรือข้อมูลบริบทที่จำต้องย้ำและเพิ่มคลังบางอย่างให้แก่ผู้ชม นิทรรศการกลับแสดงภาพของซากสงครามที่แปรสภาพไปจนจำไม่ได้ ภาพจำที่ควรจะคุ้นเคยกลับถูกถอดออกจนหมดด้วยแรงของเวลา ร่างของสงครามเหลือเพียงองค์ประกอบของภูมิทัศน์ที่สามารถถูกสลับ โยกย้าย ไปจนกระทั่งลบ-ลืมร่างต้นจนสมบูรณ์ นก ภูเขา พืชหญ้า และเสียงของป่า จึงเป็นทั้งที่นี่และที่นั่น สร้างความไม่แน่ใจว่า ‘ทรง’ ที่ ‘จำ’ ได้อาจจะไม่ได้เป็นรูปที่ใช่โดยสมบูรณ์ เหมือนกับรองเท้าของเหล่านกกระเรียนที่กำลังเหยียบย่ำหิมะในงาน White Cranes and Snowfall (2024) ของ Young In Hong ได้ร่วมกันสร้างรอย รอย และรอย ประทับและผนึก-อ้างถึงและลืมเลือน ไปในเวลาเดียวกัน

ในอีกทาง งานจำนวนหนึ่งก็ดูจะให้ความสนใจกับการเก็บบันทึกข้อมูลพื้นที่ เช่น Trace (2023) ของ Andrian Göllner ที่บันทึกภาพนกหลากสายพันธุ์ซึ่งอาศัยอยู่ตามแนวเขตปลอดทหารผ่านจิตรกรรมสีน้ำ หรือใน DMZ Botanic Garden (2019-present) โดย Kyung Jin Zoh และ Cho Hye Ryeong ที่คัดเลือกพืชจำนวน 23 ชนิด เพื่อเป็นตัวแทนของพืชพันธุ์ที่เติบโตในเขตปลอดทหาร ในคำอธิบายของผลงานทั้งสองล้วนมุ่งเน้นไปที่การพยายามทำความเข้าใจและเก็บบันทึกข้อมูลเขตปลอดทหารเกาหลีที่ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปจากการไร้มนุษย์ การบันทึกจึงกลายเป็นการสร้างระเบียบบางอย่างให้แก่สิ่งที่อาจจะดูไร้ระเบียบ (หรือมีระเบียบบางอย่างอยู่แล้วเพียงแค่รอการเผย) ทำให้สิ่งที่คลุมเครือของโลกภายในเขตปลอดทหารชัดเจนขึ้นผ่านระบบทะเบียนที่อ้างอิงต่อเนื่องกับโลกภายนอกได้ งานกลุ่มนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบที่มนุษย์เคยสร้างและสภาวะที่ว่างจากมนุษย์ เขตปลอดทหารจึงกลายเป็นพื้นที่ของความเป็นไปได้ กลายเป็นตัวอ้างอิงกับหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศเมื่อไร้มนุษย์ และชวนให้ตั้งคำถามถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (nonhuman)

นอกจากนี้ก็ยังมีงานอีกกลุ่มหนึ่งที่พูดถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อพื้นที่ DMZ เช่น Dreaming Birds Know No Borders (2021) โดย Jin-me Yoon ผลงานวิดีโอที่ถ่ายบริเวณปากแม่น้ำเส้นขนานที่ 38 (the 38th parallel) ฉายภาพของชายหนุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวในท่วงท่านกกระเรียน ตัดสลับไปกับฟุตเทจภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นในเกาหลีเหนือช่วงทศวรรษ 1990 ว่าด้วยเรื่องราวของนักปักษีวิทยาที่ต้องพลัดพรากจากครอบครัวเนื่องจากการตัดแบ่งเขตปลอดทหาร อีกทั้งวิดีโอนี้ยังเล่นไปพร้อมกับดนตรีประกอบของภาพยนตร์ต้นฉบับที่ถูกนำมาเล่นย้อนกลับตัดกันกับชีวิตนักปักษีที่ไม่อาจหวนกลับ ผลงานชิ้นนี้จึงไม่ได้นำเสนอแค่สภาพของพรมแดนและเขตปลอดทหารอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังเล่นล้ออยู่กับการแทนที่-การบิด-การสลับ มือของชายหนุ่มที่จับจีบยกชูตัดสลับกับหัวของนกกระเรียนในฟุตเทจ ฝูงครอบครัวนกตัดสลับกับภาพนักปักษีที่ถูกทำให้ไร้ญาติ อาจจะกล่าวได้ว่าแนวกำแพงล่องหนก่อร่างขึ้น ‘ก่อน’ เขตแดนกายภาพจะเห็นชัดด้วยตา ก่อนสัณฐานของพื้นที่จะแปรเปลี่ยนไปตามเส้นพรมแดนสมมติ ทั้งหมดนี้จึงเล่นล้อไขว้กันไปมา ท้าทายอาณาบริเวณของพรมแดนที่ทั้งสมมติและสมจริง

ในขณะที่งานอีกชิ้นอย่าง Mixed Signals (2025) ของ Joon Kim เลือกที่จะหั่นเขตปลอดทหารออกเป็นส่วนๆ เพื่อที่จะเข้าถึงพื้นที่ที่ไม่อาจเข้าถึง เขาได้จัดวางภาพถ่ายมุมต่างๆ ของเขตปลอดทหารใส่ไว้ในกล่องไม้ที่มีลำโพงซึ่งเล่นเสียงที่บันทึกมาจากพื้นที่จริง พร้อมนำกล่องไม้ที่บรรจุรูปต่างๆ มาห้อยแกว่งไกวไปมาจนสร้างเสียงกังวานสั่นพ้องก้องทั่วพื้นที่ (resonance) น่าสังเกตว่า การดูภาพถ่ายหรือฟังเสียงในงานชิ้นนี้ไม่ได้ช่วยในการแยกแยะ รับรู้คุณลักษณะเฉพาะ หรือระบุพิกัดจำเพาะในเขตปลอดทหารเกาหลีได้ แต่การที่แยกแยะไม่ได้นี่เองที่ช่วยทำให้เราเห็นว่าเขตปลอดทหารเกาหลีอาจมีลักษณะเป็น ‘พื้นที่ใดๆ’ (any-space-whatever) ที่สูญเสียความเฉพาะเจาะจงทางภูมิศาสตร์และการใช้งาน แต่กลับทำให้เราตระหนักถึง ‘พื้นที่’ ในฐานะพื้นที่โดยตัวมันเองอีกครั้ง ที่ความเป็นไปได้หลายแบบกำลังปะทะและดำรงอยู่ร่วมกันภายในพื้นที่นั้นเอง

น่าสังเกตว่า อุดมการณ์ที่ไร้รูปกลับมีอำนาจในการแปรสัณฐานของพื้นที่ พรมแดนสมมติที่ขีดแบ่งรัฐทั้งสองได้กลายเป็นเหมือนแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นที่กระทบกระทั่ง เบียดบด และกดดันซึ่งกันและกัน จนสร้างแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลกระทบและความเสียหายไปในวงกว้าง หลังการชนกันของขอบเปลือกสมมตินี้ยุติ รอยห่างระหว่างทั้งสองก็กางออกเป็นพื้นที่สุญญากาศตามแรงลัพธ์หลังการขยายตัวของอำนาจ แม้จะผ่านเวลามานาน แต่ความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายใน เขตปลอดทหารนี้จึงมีสถานะทั้งเหมือนรัฐกันชนและรอยเลื่อนที่มีพลัง (active fault) ที่อาจจะกลับมาสั่นไหวได้ทุกเมื่อ

คำอธิบายที่ปะหน้าทางเข้าที่ว่า ‘Undo Planet จึงอาจเข้าใจได้ทั้งในความหมายของ ‘การนำโลกกลับคืนสู่สภาพเดิม’ หรือ ‘การเปิดโลกที่ปิดกั้น’’ ซึ่งเป็นการนำ DMZ มาเชื่อมโยงกับประเด็นสิ่งแวดล้อม เป็นเขตที่อำนาจของบรรพกาลหวนกลับคืนสู่พื้นที่ เคยเป็นสภาพเดิมแต่เก่าก่อน เป็นปัจจุบันที่ต้องห้าม และน่าจะเป็นอนาคตที่ไร้มนุษย์ แต่อย่างไรก็ตาม เขตปลอดทหารเกาหลีที่นี้ก็ถือกำเนิดขึ้นจากความรุนแรงที่มีมนุษย์เป็นผู้ก่อ เป็นผลลัพธ์จาก ‘ประดิษฐ์กรรม’ อย่างหนึ่ง หาใช่การผุดขึ้นเองโดยธรรมชาติอย่างไร้วาระกำหนด และในอดีตอันไกลโพ้นก็ใช่ว่าสภาพเดิมนั้นจะเป็นเช่นวันนี้

แน่นอนว่าในทางหนึ่งมันทำให้เห็นถึงกระบวนการฟื้นตัวของโลกธรรมชาติ คล้ายกับกระบวนการฟื้นฟูแผลที่อักเสบจากการติดเชื้อ แข็งตัวเมื่อตกสะเก็ด และหลุดลอกคืนสู่สภาพคล้ายกับที่เคยเป็นมาก่อน แต่นั่นก็เป็นแค่ ‘สภาพ’ ที่ร่างกายถูกแทรกแซงจนเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่สัมพันธ์กันทั้งภายในและภายนอก การผุดขึ้นขึ้นของดินแดนใหม่หรือเนื้อใหม่นี้จึงเป็นของใหม่ อาจจะไม่ใช่การเปิดสิ่งที่ถูกกดทับเสียทีเดียว เพราะท้ายที่สุดอดีตอันไกลโพ้นต่างก็มี ‘เวลา’ เป็นของตนเอง การหวนกลับบรรพกาลก็จำต้องมีการหมายหมุดที่มีอันสิ้นสุดจากเกณฑ์ของเวลาเช่นกัน DMZ จึงเป็นสิ่งที่อยู่ในสายสัมพันธ์ที่หลบเลี่ยงไม่ได้จากกระบวนการที่มนุษย์เป็นผู้ยุ่มย่าม ยังคงมีบางอย่างแปรเปลี่ยนไปทั้งที่รับรู้ได้และระลึกไม่ได้ สิ่งตกค้างบางประการอาจจะยังอยู่ที่นั่น หลบลี้ซ่อนตัวและส่งผลกระทบอยู่เงียบๆ ไม่ได้จากไปไหน สวนเอเดนแห่งนี้จึงเป็นมรดกของความรุนแรง เป็นสิ่งตกค้างของความสูญเสีย และเป็นภาคหนึ่งของเทพีสงคราม

นิทรรศการ ‘Undo Planet Part 1: Undo DMZ’ จัดแสดงที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชั้น 7 ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 25 พฤศจิกายน 2568

_

1 Healy, H. (2007). Korean demilitarized zone: Peace and nature park. International Journal on World Peace, 24(4), 61–83.

bacc.or.th
facebook.com/baccpage

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *