WHAT CANNOT BE FORGOTTEN, MUST BE CELEBRATED

Photo: Preecha Pattaraumpornchai, courtesy Bangkok University Gallery and the artist

Martin Constable นำเสนอภาพสถานที่ว่างเปล่าที่กลายเป็นภาษาของความทรงจำและประวัติศาสตร์ส่วนตัวของเขา ผ่าน What Cannot Be Forgotten, Must Be Celebrated

TEXT: TUNYAPORN HONGTONG
IMAGE COURTESY BANGKOK UNIVERSITY GALLERY AND THE ARTIST EXCEPT AS NOTED

(For English, press  here)

ในจิตรกรรมสีน้ำมันของ Martin Constable โลกถูกจำกัดอยู่ในโทนสีขาว ดำ เทา สถานที่ต่างๆ รกร้างผุพัง ราวกับร่องรอยของกาลเวลาแทรกอยู่ในรอยแตกของผนังและเศษซาก แทบไม่มีมนุษย์ปรากฏอยู่ในภาพของเขา หรือถึงมีก็เป็นเพียงรูปร่างที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ขนาดเล็กจิ๋ว ไม่มีบทบาทความสำคัญ

โลกของ Constable ในภาพพิมพ์ดิจิทัลก็ไม่ได้ต่างไปเท่าไร อาจมีโทนสีเพิ่มเข้ามาบ้าง และสถานที่ต่างๆ ก็ดูมีอารยธรรมขึ้น เช่น ห้องแล็บทดลอง พิพิธภัณฑ์ศิลปะ สตูดิโอทำงานของศิลปิน บ้าน และห้องทำงานช่าง แต่ในภาพเหล่านั้นมีเพียงร่องรอยการอาศัยอยู่ของมนุษย์ผ่านข้าวของที่เกลื่อนกลาดอยู่เท่านั้น และภาพของเขายังคงไร้ซึ่งการปรากฏกายของสิ่งมีชีวิต

Photo: Preecha Pattaraumpornchai, courtesy Bangkok University Gallery and the artist

การไม่มีอยู่ของมนุษย์ใน ‘What Cannot Be Forgotten, Must Be Celebrated’ นี้เอง กระตุ้นให้ผู้ชมเกิดคำถามเป็นอันดับแรก

ในบทสัมภาษณ์ระหว่าง Constable และ พอใจ อัครธนกุล คิวเรเตอร์ของนิทรรศการครั้งนี้ มีการตั้งคำถามกับศิลปินถึงการหายไปของมนุษย์ในภาพพิมพ์ดิจิทัลชุด ‘The God of Details’ (2025) Constable ไม่ได้ให้คำตอบตรงไปตรงมา แต่กลับเล่าถึงที่มาที่ไปว่าเริ่มแรกเขาก็แค่อยากสร้างภาพของพื้นที่ที่มีธรรมชาติแตกต่างกันหลายๆ แห่งเท่านั้น แต่สุดท้ายเขาก็ค้นพบว่าภาพเหล่านี้คือ ชีวประวัติของเขา เพราะสถานที่เหล่านั้นมีทั้งห้องทดลองและห้องทำงานช่างของพ่อ พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เขาเคยไปเยือนสมัยเป็นนักศึกษา ‘มันก็มักจะเป็นแบบนี้ เราเริ่มทำงาน แต่กว่าจะมาค้นพบความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวส่วนตัวของเราก็จนเวลาล่วงเลยผ่านไป’

แต่แม้ศิลปินจะไม่ได้ให้คำตอบเรื่องการหายไปของมนุษย์ ในบทความของพอใจก็ได้กล่าวไว้ว่า การที่สถานที่ที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน และที่ที่มนุษย์เราใช้ชีวิตใน ‘The God of Details’ ไม่มีมนุษย์อยู่ให้เห็นสักคน อาจเป็นการที่ Constable เลือกใช้ภาษาในแบบเดียวกันกับ screensaver บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงการหยุดพัก พูดง่ายๆ คือ สาเหตุที่ในภาพพิมพ์ดิจิทัลของเขาไม่มีคนอยู่ อาจเพราะคนเหล่านั้นเดินออกจากฉากที่ทำงานหรือที่อยู่อาศัยไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว ก่อนที่จะกลับเข้ามาใหม่ เหมือนเวลาเรากดแป้นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์เมื่อต้องการเริ่มต้นทำงานอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ผู้ชมอาจมีความรู้สึกต่างออกไป เพราะภาพที่ตกอยู่ในแสงเงาแบบดรามาติก สวยเนี้ยบกริบเหล่านี้ บางทีก็ให้ความรู้สึกวังเวง จนเราอาจเกิดความคิดว่า นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาหยุดพักเพื่อจะเริ่มต้นใหม่หรอก แต่อาจเป็นจุดจบของมนุษยชาติ เหมือนว่าจู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างทำให้มนุษย์บนโลกหายไปจนหมด

ความคลุมเครือเป็นอีกลักษณะที่เราพบในศิลปะของเขา โดยเฉพาะความคลุมเครือและก้ำกึ่งของเวลาสองช่วง เพราะนอกจากเราจะไม่แน่ใจว่า ‘The God of Details’ เป็นการหยุดพักหรือสิ้นสุด ในจิตรกรรมสีน้ำมันหลายชิ้นที่ดูเหมือนเป็นภาพจากอดีต เช่น ภาพคนกลุ่มเล็กยืนจ้องมองกระสวยพุ่งขึ้นไปบนฟ้า ‘Lustrum’ (2024) ซากปรักหักพังของปราสาทในยุคกลาง ‘Rebes Minor’ (2021) หรือ ‘What He Left Behind’ (2025) ภาพแลนด์สเคปของพื้นที่รกร้างเหมือนพื้นผิวบนดวงจันทร์ เราก็ยังอาจลังเลว่าภาพการพังทลายดังกล่าวเป็นอดีตที่ผ่านพ้นหรืออดีตที่กำลังจะย้อนคืนมาใหม่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราแน่ใจได้อย่างหนึ่งคือ ผลงานหลายชิ้นในนิทรรศการครั้งนี้มีแง่มุมเกี่ยวข้องกับความทรงจำในประวัติศาสตร์ เริ่มต้นจาก ‘What He Left Behind’ ที่ศิลปินต่อยอดความคิดมาจากภาพถ่าย ‘Earthrise’ (1968) โดย William Anders นักบินอวกาศที่เดินทางไปดวงจันทร์ในปฏิบัติการ Apollo 8 ‘Earthrise’ เป็นภาพโลกที่อยู่ในจักรวาล โดยมุมหนึ่งของภาพถ่ายปรากฏพื้นผิวขรุขระของดวงจันทร์ แสดงให้เห็นว่าภาพดังกล่าวเป็นมุมมองของ Anders ที่มองกลับมายังโลกขณะอยู่บนยานอวกาศที่กำลังโคจรรอบดวงจันทร์ ‘Earthrise’ จึงแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่สามารถเดินทางไปสำรวจอวกาศได้สำเร็จ แต่ในขณะเดียวกัน โลกที่เห็นเป็นเพียงดาวเคราะห์สีฟ้าดวงเล็กนั้น ก็ทำให้มนุษย์เราได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว เราเป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในจักรวาลเท่านั้น

Constable หยิบเอาองค์ประกอบรองที่ปรากฏใน ‘Earthrise’ นั่นคือพื้นผิวของดวงจันทร์ มาใช้เป็นองค์ประกอบหลักของจิตรกรรมของเขา ทำให้ ‘What He Left Behind’ ที่ใช้ฉากเดียวกันกับสถานที่ที่เกิดความสำเร็จครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ กลายเป็นภาพที่รกร้าง ว่างเปล่า และแน่นอน ไม่ปรากฏสิ่งมีชีวิตใด แม้แต่ผู้ที่เคยไปเยือนดวงจันทร์ในครั้งนั้น

จริงๆ แล้ว แนวคิดที่ Constable แฝงไว้น่าจะไปในทิศทางเดียวกับคำพูดอันโด่งดังของ Anders ที่ว่า ‘เราเดินทางมาไกลขนาดนี้เพื่อสำรวจดวงจันทร์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เราค้นพบกลับเป็นโลกของเราเอง’ (We came all this way to explore the Moon, and the most important thing is that we discover the Earth) เพราะการมองเห็นโลกจากดวงจันทร์ครั้งนั้นกลับทำให้เรารู้สึกว่ามนุษย์เล็กจ้อย และใน ‘What He Left Behind’ ก็ราวกับจะตั้งคำถามว่า แล้วจากความสำเร็จครั้งนั้นเราเหลืออะไรไว้บ้าง เพราะแม้แต่มนุษย์ที่เคยเดินทางไปไกลแสนไกลขนาดนั้นก็ยังไม่มีชีวิตหลงเหลืออยู่แล้ว เพราะ Anders เสียชีวิตไปแล้วในปี 2024 นับเป็นเวลาหนึ่งปีก่อนที่ Constable จะเขียนภาพนี้ขึ้น

Photo: Preecha Pattaraumpornchai, courtesy Bangkok University Gallery and the artist

นอกจาก Apollo 8 แล้ว ยังมีเรื่องราวของ Apollo 11 หรือปฏิบัติการส่งมนุษย์ไป ‘เหยียบ’ ดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ปรากฏในผลงานอีกชิ้น นั่นคือ ‘Fragment From an Interrogation’ (2025) ภาพของเอกสารการบันทึกที่ศิลปินดัดแปลงรูปแบบมาจากบันทึกที่เตรียมไว้ให้ประธานาธิบดี Richard Nixon กล่าวในปี 1969 หากว่าปฏิบัติการ Apollo 11 ล้มเหลว แต่ในส่วนของเนื้อหาที่อยู่ในบันทึกของ Constable นั้น ถูกเปลี่ยนให้เป็นบันทึกการสนทนาสอบสวนระหว่างเจ้าหน้าที่รายหนึ่งกับบุคคลอีกคนหนึ่งที่ไม่ถูกระบุตัวตน โดยบทสนทนาระหว่างทั้งสองเป็นเรื่อง ‘การหมดอายุของชีวิต’

การที่ผู้ถูกสอบสวนใน ‘Fragment From an Interrogation’ ไม่ถูกระบุตัวตนก็เหมือนกับที่ใน ‘The God of Details’ ไร้ซึ่งมนุษย์ รวมทั้ง ‘The Man Who Asked Why’ (2025) และ ‘In League With His Demons’ (2024) เป็นภาพพิมพ์ดีดตัวหนึ่งวางอยู่และภาพสตูดิโอศิลปะที่มีข้าวของวางไว้รอใช้งาน แต่กลับไร้การปรากฏกายของเจ้าของสิ่งของและสถานที่นั้นๆ พูดในอีกทางหนึ่งก็คือ ภาพของ Constable มีแต่ ‘เครื่องมือ’​ ที่มนุษย์ใช้สร้างสรรค์ผลงาน แต่กลับปราศจาก ‘ผู้สร้าง’ ให้เห็น

Photo: Preecha Pattaraumpornchai, courtesy Bangkok University Gallery and the artist

ประเด็นนี้ถูกขยายให้เห็นชัดเจนขึ้นอีกใน ‘Half Way There is Half Way Gone’ (2025) ที่เป็นภาพรองเท้าบู้ท ภาพนี้ทำให้เรานึกถึงจิตรกรรมของ Vincent van Gogh ชื่อ ‘A Pair of Shoes’ (1886) ที่ในบทความของพอใจกล่าวว่าเป็นหนึ่งในหัวข้อการโต้เถียงทางศิลปะที่โด่งดังระหว่างนักปรัชญา โดย Martin Heidegger ตีความว่ารองเท้าเผยให้เห็น ‘โลกของชาวนา’ ผู้สวมมัน ขณะที่ Meyer Schapiro คัดค้านโดยชี้ว่าเป็นการทึกทักเกินจริง ส่วน Jacques Derrida ก็แย้งต่อว่าไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดว่ารองเท้านั้นเป็นของใคร แต่การตีความใดๆ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการหายไปของเจ้าของ

ปรัชญาที่ซ่อนอยู่ในสองภาพนี้ทำให้เราต้องหันกลับไปพิจารณาผลงานทั้งหมดใหม่อีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ เราได้เห็นว่าจริงๆ แล้ว จิตรกรรมและภาพพิมพ์ดิจิทัลของ Constable อาจไม่ได้ ‘รกร้างว่างเปล่า’ อย่างที่เราเห็นในตอนแรก เพราะอย่างที่ Heidegger เคยกล่าวไว้ในปรัชญาของเขาว่า ‘การไม่ปรากฏคือการเปิดเผยของการดำรงอยู่’ (Unconcealment is the revelation of being)

‘What Cannot Be Forgotten, Must Be Celebrated’ จึงน่าจะเป็นคำเชื้อเชิญของศิลปินให้ผู้ชมได้มองเข้าไปในภาพของสถานที่ที่ไร้ซึ่งผู้คน และเป็นโอกาสให้ผู้ชมไม่ต้องมองดูชีวิตของคนอื่น แต่ได้เผชิญหน้ากับความทรงจำและคิดถึงการดำรงอยู่ของตัวเขาเอง… ในภาพที่มีแต่ร่องรอยของการดำรงอยู่ แต่ไม่ปรากฏผู้ใดดำรงอยู่ในนั้น

  • Photo: Preecha Pattaraumpornchai, courtesy Bangkok University Gallery and the artist

What Cannot Be Forgotten, Must Be Celebrated by Martin Constable, curated by Pojai Akratanakul จัดแสดงที่ Bangkok University Gallery (BUG) ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 จนถึง 29 พฤศจิกายน 2568

facebook.com/bangkokuniversitygallery

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *