จากการสำรวจภูมิทัศน์แห่งความขัดแย้ง ได้ขยายประเด็นสู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในบริบทของมนุษยสมัยผ่านนิทรรศการ ‘Undo Planet Part 2: Land Art and Non-Human Beings’
TEXT: KANDECH DEELEE
PHOTO COURTESY OF BANGKOK ART AND CULTURE CENTRE (BACC) EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
ในขณะที่ ‘Undo Planet Part 1: Undo DMZ‘ ว่าด้วยความซับซ้อนของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จำเพาะ ทั้งผืนป่าที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐเป็นผู้ร่วมสร้าง มรดกสงครามที่อำพรางร่างต้น ตลอดจนบรรพกาลที่เผยผิวเมื่อกิจการของมนุษย์ถูกเพิกถอน ส่วนที่สองอย่าง ‘Undo Planet Part 2: Land Art and Non-Human Beings’ ได้ขยับความสนใจออกมาสู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่กระจายตัวทั่วโลก นำผู้ชมเผชิญหน้าเข้ากับสิ่งที่คุ้นเคย ใกล้ชิด และสามัญจนหลงลืมไปว่าจุดเริ่มต้นของปฏิสัมพันธ์นั้นเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายจากการพยายามเชื่อมต่อไม่ใช่การเข้าควบคุม

พระอาทิตย์ สายน้ำ ผืนดิน และท้องฟ้า ธรรมชาติได้ห่อหุ้มเราไว้ด้วยความใกล้ชิดพร้อมๆ กับความลึกลับ แม้จะเป็นสิ่งที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและดำรงอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่บรรพกาล แต่สารัตถะของธรรมชาติก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าถึงได้โดยง่าย ธรรมชาติยังคงปลดปล่อยพลังบางอย่างทั้งดีและร้ายที่มนุษย์คาดไม่ถึงอยู่เสมอ มนุษย์จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะหาช่องทางในการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ เพื่อเอาชีวิตรอดจากความท้าทายนานัปการบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินซีดใบนี้ (the pale blue dot)1

แสงแดดที่ลอดผ่านท่ออุโมงค์ทั้งสี่ทิศใน Sun Tunnel (1978) ของ Nancy Holt ซึ่งถูกตั้งไว้ในแนวของวันครีษมายันและเหมายัน2 ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการรับรู้ เรียนรู้ และปรับใช้ของมนุษย์ที่ตั้งอยู่บนฐานของการมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ มนุษย์สังเกตว่าการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์นี้มีรูปแบบบางอย่างที่หมุนเวียนกันเป็นระบบ ก่อให้เกิดปฏิทินที่สามารถคาดการณ์น้ำฟ้าอากาศได้แม่นยำขึ้น การเพาะปลูก ปศุสัตว์ และการหาของป่าล่าสัตว์จึงสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่การสุ่มเดาที่รอการคัดทิ้งจากการคัดเลือกทางธรรมชาติ

Photo: Ketsiree Wongwan

Photo: Ketsiree Wongwan
แม้คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์มักจะอ้างถึง ‘การค้นพบ’ เช่นจำนวนเดือนวันที่ครีษมายันและเหมายันจะเดินทางมาถึงในแต่ละปี แต่ Sun Tunnel ซึ่งละเล่นอยู่ในเทศะของศิลปะ ก็ทำให้การคำนวณดังกล่าวเผยคุณสมบัติเชิงทัศน์ (visualize) ช่องน้อยใหญ่ที่ถูกเจาะบนผนังท่ออุโมงค์ มอบภาพของแสงอาทิตย์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงของปี อุโมงค์ของ Holt จึงกลายเป็นปฏิทินชนิดหนึ่ง ที่ย้อนกลับมาทำให้เรามองเห็นถึงปฏิทินในลักษณะของประดิษฐกรรม (invention) ที่ถูกสร้างขึ้น ปฏิทินไม่ใช่สารัตถะของจักรวาลหากแต่เป็นวิธีการที่เราทำความเข้าใจธรรมชาติผ่านการสร้างภาพแสดงแทน (representation) รูปแบบหนึ่งขึ้นมา เพื่อทำให้ธรรมชาติมี ‘ภาพ’ ที่นิ่งขึ้น เสถียรขึ้น และทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น (ซึ่งในความเป็นจริงสัดส่วนเวลาที่คำนวณจะมีการคาดเคลื่อนอยู่เล็กๆ น้อยๆ อยู่โดยตลอด)
มนุษย์จึงไม่ได้เป็นผู้ควบคุมเวลา ควบคุมธรรมชาติ หรือรับรู้ความจริงแท้ของสรรพสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะทุกครั้งที่เราทำ สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเพียงการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการเทียบเคียงและเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ในขณะเดียวกันเราเองก็อาจจะจินตภาพ (ซึ่งตั้งอยู่บนข้อจำกัด) ถึงความเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ต่างก็ต่อรองและเชื่อมต่อกับธรรมชาติด้วยกลวิธีอื่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น หมีรู้เวลาที่จะต้องจำศีล ต้นไม้ผลัดใบในฤดูหนาวเพื่อลดการคายน้ำ นกนางนวลอพยพลงใต้ทุกปีเพื่อหนีความหนาวเย็นจากไซบีเรีย ฯลฯ ทั้งหมดนี้ทำให้เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากลวิธีเหล่านั้นไม่จริง และไม่สามารถอ้างว่ามีเพียงวิธีของเราที่จริงแท้ที่สุด

และในเมื่อการคำนวณและจัดระเบียบฤดูกาลผ่านระบบปฏิทินเป็นเพียงแค่ภาพแสดงแทนแบบหนึ่งที่มนุษย์เข้าไปเชื่อมต่อกับธรรมชาติและสร้างขึ้นมา ย่อมหมายความว่ายังมีความเป็นไปได้ที่จะมีช่องทางและวิธีการเชื่อมต่อรูปแบบอื่นๆ เช่นกัน Barruntaremos (Inklings) (2021) โดย Asunción Molinos Gordo ว่าด้วย ‘Cabañuelas’ วิธีการพยากรณ์อากาศที่สืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษของชาวสเปน ลาตินอเมริกา แคริบเบียน และแอฟริกา โดยอาศัยการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏซ้ำๆ จนกลายเป็นรูปแบบที่ช่วยคาดการณ์ถึงสภาพอากาศที่ตามมาได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลมเหนือที่เรียกว่า ‘เซียร์โซ’ (Cierzo) พัดมาจะทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว หรือในเดือนสิงหาคมถ้ายกก้อนหินดูแล้วพบว่าใต้หินชื้นแปลว่าจะมีฝนตกมากในเดือนเมษายนและพฤษภาคม และเมื่อพระจันทร์หงายขึ้นแปลว่าจะมีฝนตกส่วนถ้าพระจันทร์เอียงข้างแปลว่าฝนจะไม่ตก ฯลฯ
น่าสังเกตว่า การพยากรณ์อากาศโบราณนี้มีลักษณะของการพึ่งพิงสิ่งต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อกันไปมาจนนำไปสู่การคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น ลม ทิศ หิน น้ำ พระจันทร์ ล้วนเกี่ยวพันกันอย่างซับซ้อน การพยากรณ์ Cabañuelas จึงไม่ใช่การค้นพบกลไกทั้งหมดที่ชักใยอยู่เบื้องหลังธรรมชาติ แต่มีลักษณะเป็นการสังเกตและร่างเส้นทางของความเป็นไปได้บางประการจากสายสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันไม่รู้จบ นั่นทำให้เมื่อมีบางสิ่งผิดปกติไป เส้นสายของความน่าจะเป็นก็ถูกบิดเปลี่ยนตามไปด้วย ในการพยากรณ์แต่ละแบบนั้นไม่อาจรับรู้ถึงตัวแปรทั้งหมดที่เกิดขึ้นในความเป็นไปได้ดังกล่าว อาจจะมีบางสิ่งที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อการ (actor) แต่กลับไม่ได้ปรากฏชัดนัก และ ณ เวลาหนึ่งที่ผู้ก่อการนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็พาให้เส้นสายของความเป็นไปได้ที่ ‘คุ้นเคย’ นั้นขาดสะบั้นลง

Photo: Ketsiree Wongwan
เหมือนดังที่ Pedro Sanz Moreno คนเลี้ยงแกะเล่าไว้ใน Barruntaremos (Inklings) ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของมนุษย์ การมีรถยนต์หรือเครื่องบินมากขึ้นทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความผันผวนสูงจนทำให้เกิดสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘การรบกวนสัญญาณของภูมิทัศน์’ (an interference in the signals of the landscape) เขายกตัวอย่างเมื่อครั้งที่พายุหิมะฟิโลเมนา (Storm Filomena) พัดมา เขาสามารถพยากรณ์ได้ว่าจะมีหิมะตก แต่ก็คาดไม่ถึงว่าหิมะจะตกหนักขนาดนั้น

เรื่องราวของ Moreno ชี้ให้เห็นถึงการมาถึงของ ‘มนุษยสมัย’ (Anthropocene) ที่กิจกรรมของมนุษย์รบกวนสภาวะตามธรรมชาติของโลก ซึ่งทวีความรุนแรงเกินกว่าที่ระบบของโลกจะรักษาสมดุลไว้ได้3 ภาพแสดงแทนที่บิดเบี้ยวไปจากเมื่อครั้งที่มนุษย์เคยเชื่อมต่อกับธรรมชาติ ได้กลายเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงการติดต่อและสัญญาณที่ขาดหาย องค์ประกอบของความน่าจะเป็นได้ถูกแทรกแซงและบิดเปลี่ยนด้วยการกระทำบางอย่างที่เจ้าตัวเองก็ไม่อาจเข้าใจและควบคุมได้ทั้งหมด และท้ายที่สุดนั่นก็จะนำพวกเขาไปสู่ความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่เสียเอง

Photo: Ketsiree Wongwan
กิจกรรมของมนุษย์ที่รบกวนปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติจนเพี้ยนไป ยังปรากฏอย่างน่าสนใจในงาน Ambergris (Capture and Dispersal) (2024) ของ Dane Mitchell ศิลปินได้นำอำพันทะเลธรรมชาติที่เกิดจากระบบย่อยอาหารของวาฬสเปิร์มมาติดตั้งกับอุปกรณ์กลั่น เพื่อปล่อยไอกลิ่นคู่กับเครื่องปล่อยกลิ่นอำพันทะเลสังเคราะห์ที่เกิดจากการหมักคาร์โบไฮเดรตโดยจุลินทรีย์

Photo: Ketsiree Wongwan

ในทางหนึ่งอาจจะมองได้ว่า นี่เป็นหนึ่งในความสำเร็จของมนุษย์ที่สามารถถอดแบบวัตถุในธรรมชาติให้ออกมากลายเป็นสิ่งสร้างของตนได้ แต่ถึงอย่างนั้นอำพันทะเลธรรมชาติก็มีมูลค่า คุณสมบัติเฉพาะ และเป็นที่ต้องการของวงการน้ำหอมมากกว่าอำพันทะเลสังเคราะห์อยู่ดี ระยะห่างระหว่างวัตถุทั้งสองจึงตั้งอยู่บนความต่างที่มีเกณฑ์มาจากความบริสุทธิ์และความเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีต้นเหตุมาจากมนุษย์ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปีได้เข้ามาแทรกแซงกระบวนการเกิดขึ้นของอำพันทะเลธรรมชาติ เหมือนดังในคำอธิบายผลงานที่กล่าวว่า ‘วาฬสเปิร์มกลายเป็นแหล่งกักเก็บมลพิษอุตสาหกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่’ อำพันทะเลธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากระบบย่อยอาหารจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกปนเปื้อนโดยจากมลพิษทางอุตสาหกรรมได้ ระยะห่างระหว่างอำพันทะเลธรรมชาติที่ปนเปื้อนกับอำพันทะเลสังเคราะห์จึงถูกตั้งคำถามในงานชิ้นนี้

มอเตอร์ทั้งสองตัวที่ถูกตั้งเพื่อปล่อยไอจึงสะท้อนภาพของโรงงานและระบบอุตสาหกรรมที่กลืนกลายและขยายร่างตนเองออกไปสร้างผลกระทบต่อนิเวศวิทยาโดยรอบ เมื่อสรรพสิ่งล้วนเชื่อมต่อ พึ่งพิง และส่งผลกระทบต่อกันไปมา มลพิษอุตสาหกรรมไม่อาจทำงานโดยตัดขาดตัวเองจากระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทั้งที่รับรู้ได้และเกินกว่าที่รับรู้ได้เป็นช่องทางให้มลพิษจากอุตสาหกรรมเข้าสิงสู่สิ่งแวดล้อมและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นโรงงานผลิตมลพิษที่ไม่มีวันจบ วาฬสเปิร์มจึงกลายเป็นเครื่องจักรที่รับสิ่งตกค้างและสร้างอำพันทะเลที่ปนเปื้อนด้วยอนุภาคของมลพิษ

เรื่องราวของวาฬสเปิร์มและอำพันทะเลที่ปนเปื้อนชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้เพียงแค่ ‘หลุด’ ออกจากการเชื่อมต่อกับสายสัมพันธ์ดั้งเดิมกับธรรมชาติ หากแต่กิจกรรมที่เกิดขึ้นในระบบทุนนิยมยุคปลาย (late capitalism) ยังเข้าไปแทรกแซง กำกับ และควบคุมสิ่งอยู่เหนือการควบคุมตั้งแต่แรก ท้ายที่สุดอำพันทะเลสังเคราะห์ก็เป็นแค่การ ‘ถอดแบบ’ ที่ไม่อาจทดแทนได้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ซ้ำร้าย ‘ต้นแบบ’ ที่เคยเรียนรู้ สัมผัส และเชื่อมต่อด้วยก็ถูกทำลายจนอาจจะไม่มีทางหวนคืนกลับมาใหม่ได้อีก ในอนาคต เราจึงอาจจะต้องอยู่ในโลกที่มีแต่แบบจำลอง สิ่งสังเคราะห์ และภาพแสดงแทน
“บางครั้งประวัติศาสตร์ของโลกดูเหมือนกับเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ
ซึ่งแต่ละหน้าถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ในหลายๆ หน้า และเศษเสี้ยวบางส่วนของแต่ละหน้าได้สูญหายไป”
- Robert Smithson, Spiral Jetty, 1970.

คล้ายกันกับประโยคเปิดวิดีโอบันทึกผลงาน Spiral Jetty (1970) ของ Robert Smithson ที่ยกมาข้างต้น ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์ของโลกที่เกิดขึ้นบนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาตินั้นทั้งฉีกขาด หลุดร่อน และเริ่มต่อไม่ติด เหมือนกับหนังสือที่บางหน้ามันขาดหายไป แย่ไปกว่าการตีความเพื่อเติมหน้าที่ขาด ยังดูเหมือนว่าจะมีความกระหายบางอย่าง ‘เขียนเติม’ ช่องว่างนั้นเพื่อให้ได้ความหมายดังที่ตนปรารถนา ปัญหาอาจไม่ใช่แค่การทำความเข้าใจที่ถูกบิดไปจากเดิม หรือการที่ไม่อาจเชื่อมต่อและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ‘แบบที่ควรจะเป็น’ อย่างที่ Moreno ทิ้งท้ายไว้ในงาน Barruntaremos (Inklings) แต่มันเป็นการที่เราเองก็ไม่รู้ว่าผลที่ตามมาของการเข้าแทรกแซงนั้นจะนำเราไปสู่อะไร…

‘Undo Planet Part 2: Land Art and Non-human Beings’ จัดแสดงที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ชั้น 7 ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2568 – 22 กุมภาพันธ์ 2569
_
1 Carl Sagan, (1994), Pale Blue Dot: A Vision of the Human Future in Space, Random House.
2 วันครีษมายัน (Summer Solstice) – วันที่กลางวันยาวนานที่สุดของปี และ วันเหมายัน (Winter Solstice) – วันที่กลางคืนยาวนานที่สุดของปี
3 ดู มนุษยสมัย เพิ่มใน ตรงใจ หุตางกูร และ นัทกฤษ ยอดราช. (2564). แอนโธรพอซีน (Anthropocene). ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/224





