นิทรรศการ carriers เปิดพื้นที่พิจารณาความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากความทรงจำและการสังเกตของศิลปินทั้งสาม
TEXT: PIMAPAKPORN PORNPENG
PHOTO COURTESY OF ONE BANGKOK
(For English, press here)
ท่ามกลางการเติบโตของเมืองใหญ่ และการขยับขยายพื้นที่ของแหล่งทุนที่มีอยู่ทั่วทุกแห่งหนในปัจจุบัน การตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นตามมาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นคำถามในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรมเองก็ตามที ขณะที่คำตอบของการมีชีวิตของมนุษย์ในสังคมเมืองนั้นหดแคบลงเรื่อยๆ คล้ายกับจะไร้ทางออกที่เหมาะสมและพึงพอใจ การพยายามมองหาความผูกพันของตนกับสิ่งแวดล้อมในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างการคำนึงถึงพื้นที่ธรรมชาติที่มีอยู่ในเมืองในฐานะส่วนสำคัญของระบบนิเวศจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในบทสนทนาที่ยาวนานไม่รู้จบนี้

นิทรรศการ carriers จัดขึ้นในพื้นที่ Urban Canvas Pavilion ของโครงการ One Bangkok ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สามารถพับเก็บ เคลื่อนย้าย และกางออกได้ตามบริบทของพื้นที่ จัดวางอยู่ในพื้นที่โซน Boulevard ซึ่งเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะขนาดใหญ่ ออกแบบมาอย่างตั้งใจให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของสังคมเมืองที่โหยหาพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ทางสังคมที่สามารถพบปะกันได้ในยามเย็นหลังเลิกงานหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ตลอดเวลากว่า 9 วันของนิทรรศการ ตั้งแต่วันที่ 15 – 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ในมุมเล็กๆ ของสวน Boulevard และ Urban Canvas Pavilion จัดแสดงงานจากสามศิลปิน เต้ ภาวิต, วริศรา จิรัฐิติเจริญ และ จัน เพ็ญจันทร์ ลาซูส คัดสรรโดยภัณฑารักษ์รับเชิญ แมรี่ ปานสง่า นิทรรศการตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์และการเคลื่อนย้ายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ อันจำกัดอยู่ที่ มนุษย์ พืช และสัตว์ ศิลปินทั้งสามคนมีวิธีการสังเกต บันทึก ถ่ายทอดความสัมพันธ์และความทรงจำในมุมมองที่แตกต่างกัน งานแต่ละชิ้นเริ่มต้นจากข้อสังเกตเล็กๆ ที่พาเราไปยังคำถามที่ใหญ่กว่า แต่อาจยังไม่มีคำตอบสำหรับปัจจุบัน

ผลงานอนิเมชันจัดวาง Nursery (2568) ของ เต้ ภาวิต เป็นผลงานชิ้นแรกที่จะได้เห็นเมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่จัดแสดง ภายในโครงสร้างที่ออกแบบมาให้เคลื่อนย้ายได้เพื่อการใช้งานหรือการปรับพื้นที่ ไม้ประดับต้นเล็กถูกจัดสรรลงในกระถางเพื่อให้ง่ายต่อการโยกย้ายและปรับตำแหน่ง จัดวางเคียงกันกับมอนิเตอร์เล็กทั้ง 6 จอ แสดงภาพเคลื่อนไหวจากงานดรออิ้งของศิลปินที่ถ่ายทอดออกมาจากความทรงจำของเขา ความทรงจำที่ศิลปินมีต่อสิ่งแวดล้อมรายรอบ ปั้นแต่งและวาดเขียนขึ้นมาจากการสังเกต จดจำและจินตนาการถึงการมีอยู่ของเส้นสายความสัมพันธ์ของเขาและสิ่งอื่นๆ ภาพเคลื่อนไหวจัดวางทำงานเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับความทรงจำส่วนตัว ผลิตสร้างความสัมพันธ์ออกมาจากการได้อยู่ใกล้กับสิ่งมีชีวิตอย่างต้นไม้ในพื้นที่จำกัด ขนาดของภาพเคลื่อนไหวบนจอนั้นสอดรับกันกับขนาดของกระถางหรือโหลแก้วที่สามารถโยกย้ายได้อย่างง่ายดาย

ศิลปินเล่าว่าผลงานชิ้นนี้เป็นการทำงานระหว่างเขากับพืชพันธุ์ที่ปลูกไว้ในกระถางบริเวณบ้านซึ่งปูด้วยอิฐตัวหนอน พื้นที่สีเขียวในมุมของบ้านอนุญาตให้เขาได้รู้จักและสังเกตถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ไม้ประดับชนิดต่างๆ ชวนให้นึกถึงความนิยมในการเลี้ยงไม้ประดับที่สามารถปลูกง่ายในบ้านอย่างพลูด่าง หรือฟิโลเดนดรอนทั้งหลายซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงโควิด-19 ที่กระแสการโหยหาพื้นที่สีเขียวนั้นทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว ต้นไม้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือเยียวยาจิตใจในพื้นที่ที่จำกัดคับแคบของสังคมเมือง ในขณะเดียวกัน นอกจากไม้ประดับแล้ว ศิลปินก็เลือกพืชกินได้ชำน้ำอย่างข่า และอโวคาโดที่ปกติมักจะต้องปลูกในดิน แต่ในปัจจุบันก็มีการชำพืชเหล่านี้ไว้ในน้ำระยะสั้นๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไรเมื่อพืชเหล่านี้ต้องการพื้นที่ในการเติบโตมากขึ้น ในผลงานนี้ ความทรงจำและความสัมพันธ์ของศิลปินที่มีต่อพืชทำงานสอดคล้องกันไปกับอนิเมชัน กระทัดรัด กระชับ และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อยๆ ตามเงื่อนไขโดยรอบในสังคม

ในขณะที่ วริศรา จิรัฐิติเจริญ สำรวจอำนาจและอิสระของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยไม่ได้ใช้มุมมองของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง Where the System Sees Nothing (2568) อนุญาตให้ศิลปินได้ลองจินตนาการถึงการดำรงอยู่ในสถานะอื่นๆ นอกเหนือไปจากมุมมองแนวระนาบอันมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในทุกอณูของสังคมเมือง วริศราเลือกให้ตัวละครไร้ตัวตนในงานของเธอโบยบินสำรวจระบบนิเวศได้อย่างอิสระ หยิบยืมเอาสายตาของสัตว์มีปีกอย่างผึ้ง ที่สามารถบินไปสัมผัสกับพื้นผิวหรือลอยตัวอยู่เหนือเนื้อผิวเหล่านั้นได้ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่ปรากฏในภาพเคลื่อนไหวเป็นดังพื้นที่โลกอีกใบซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ไม่คุ้นเคย ในขณะที่ผลงานก็ร้อยโยงเข้ากับประสบการณ์ในการเป็นมนุษย์ได้ไม่มากก็น้อย วริศราพาเราบินว่อนไปบนฟ้า และดำดิ่งลงไปยังพื้นที่ใต้น้ำที่ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่เต็มไปด้วยวัตถุสิ่งของหน้าตาประหลาด ที่ชวนให้ตั้งคำถามถึงระบบนิเวศของเมืองในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการย่อยสลายและผุพัง ซึ่งควรถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ ผลงานสร้างพื้นที่จำลองความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต สร้างระบบนิเวศใหม่ในจินตนาการที่ปรับมุมมองหรือตั้งคำถามจากฐานคิดบนความจริงหลายชุด ทั้งจากข้อมูลที่ได้รับรู้หรือสิ่งที่ตาได้เห็นด้วยประสบการณ์ของเธอเอง

ถัดเข้ามาด้านในสุดของพาวิลเลียน ภาพเคลื่อนไหวจัดวาง ลายน้ำติง (2567) ของจัน เพ็ญจันทร์ ลาซูส ชวนให้เราใช้เวลาในการพินิจพิจารณาถึงกระแสน้ำที่ไหลอย่างผิดธรรมชาติของริมฝั่งโขงบริเวณแก่งหินสามพันโบก จังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่บริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระแสน้ำขึ้น-น้ำลงของฤดูกาลในอดีต จนถึงการมาของเขื่อนไฟฟ้าพลังงานน้ำในปัจจุบัน ซึ่งแปรเปลี่ยนภูมิทัศน์และธรรมชาติในบริเวณโดยรอบอย่างไม่มีวันหวนกลับ ศิลปินสนใจการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่เคยได้รับการดูแลและไม่เคยได้รับการรุกรานโดยมนุษย์อย่างวัชพืช สังเกตกลไกการปรับตัวให้เข้ากับระดับน้ำซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ จังหวะการขยับของเหล่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ปรับระดับตามแรงไหลของน้ำทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ในห้วงเวลาของสายน้ำที่ถูกกำหนดทิศทางการไหลจากระดับการปล่อยน้ำในเขื่อน กว่าจะรู้ตัวอีกทีลายน้ำหรือการหลับใหลของไมยราพก็อาจเปลี่ยนจังหวะการสั่นไหวโดยไม่ทันได้สังเกตเสียแล้ว

จันตั้งคำถามถึงการแปรสภาพของระบบนิเวศที่ไม่มีวันหวนคืน ตามติดแก่งหินที่มีเวลาของการเปลี่ยนแปรของตนเอง เช่นเดียวกับวิถีของวัชพืชริมน้ำที่ปรับตัวอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเนื่องจากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ล้วนมีเวลาเป็นของตัวเอง พวกเขาสั่นไหวโดยมีปัจจัยที่ถูกกำหนดจากเงื่อนไขภายในและปัจจัยภายนอกที่ถูกจัดการโดยมนุษย์ ศิลปินถ่ายทอดความละเอียดอ่อนเหล่านั้นออกมาผ่านภาพเคลื่อนไหวจัดวางที่ชวนเราล่องลอยไปกับมิติของเวลาที่แตกต่างและอยู่เหนือระบบนิเวศที่ถูกจัดการด้วยมนุษย์ ในขณะที่ความผิดปกติบนผิวน้ำก็ทำชวนให้ตระหนักรู้ถึงเงื่อนไขที่กำลังควบคุมเราอยู่ตลอดเวลา

ผลงานทั้งสามชิ้นในนิทรรศการดึงเราออกมาจากโครงสร้างและการจัดการของเมืองที่มุ่งสนองความต้องการของชีวิตมนุษย์เป็นหลัก ในขณะเดียวกันก็ลดทอนความสัมพันธ์ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ Urban Canvas Pavilion เป็นพื้นที่ชั่วคราวที่เปิดพื้นที่ (หรือในอีกมิติหนึ่งก็ปิดกั้นเราจากความวุ่นวายบางอย่าง) ให้เราได้หวนคิดถึงความทรงจำระหว่างเรากับสิ่งมีชีวิตรอบตัว ความสัมพันธ์ที่พ้นขอบเขตข้อจำกัดของการเป็นมนุษย์ ไปจนถึงการตั้งคำถามถึงอำนาจและผลกระทบของการเปลี่ยนแแปลงสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ด้วยผลงานศิลปะร่วมสมัยที่ตั้งต้นจากการสังเกตและการได้ใช้เวลากับสิ่งรอบตัวมากพอ สิ่งเหล่านั้นสามารถพาเราไปไกลกว่าเพียงแค่สิ่งที่เห็นและจดจำ

