NOVA CONTEMPORARY

Photo: DOF SKY|GROUND

สการ จัยวัฒน์ นำเสนอบ้านหลังใหม่ของ Nova Contemporary ที่พื้นที่ภายในเชื่อมโยงเข้ากับฉากหลังของกรุงเทพฯ ไปอย่างกลมกลืน

TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO CREDIT AS NOTED

(For English, press here)

บริเวณแถบจุดตัดของเมืองเก่าอย่าง ‘ถนนสี่พระยา’ กับ ‘สามย่าน-ถนนพระรามสี่’ ศูนย์กลางทางธุรกิจที่แสนวุ่นวาย ก็ยังมีอาคารเก่าร่วมสามสิบปีที่ได้กลายเป็นบ้านหลังใหม่ของศิลปะร่วมสมัย สถานที่ที่คอยต้อนรับผู้คนทุกช่วงวัยได้หลีกหนีความอลวนเข้ามาดื่มกินความสงบและอรรถรสทางศิลปะในโอเอซิสที่ชื่อว่า Nova Contemporary ซึ่งได้ย้ายจากบ้านสมถวิลที่ตั้งเดิม เพื่อเติมเต็มช่องว่างความทะเยอทะยานและขยายขอบเขตของการจัดนิทรรศการศิลปะ เพราะในวันนี้ Nova Contemporary ไม่ได้เป็นกล่องสีขาวไว้แขวนภาพอีกต่อไป แต่เป็นแกลเลอรีที่เชื่อมต่อและเชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานครได้อย่างแนบเนียนผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ถ่อมตัวของ โป้ง-สการ จัยวัฒน์ แห่ง Skarn Chaiyawat Architects ที่ทำงานด้านแนวคิดร่วมกับจุนโกะ-สุทธิมา สุจริตกุล ผู้ก่อตั้ง Nova Contemporary

Photo: Lalina Kittipoomvong

อาคารที่ได้ถูกเลือกให้กลายมาเป็นบ้านหลังใหม่ของ Nova Contemporary นั้น เป็นตึกแถวจากสภาพเดิมของตัวอาคารที่ถูกปล่อยร้างไปในช่วงเวลาหนึ่ง ผนวกกับความคิดการปรับเปลี่ยนการใช้งาน (Adaptive Reuse) สู่การเป็นอาคารสำหรับจัดแสดงผลงานศิลปะ ทำให้ Skarn Chaiyawat Architects นำเสนอการใช้งานใหม่ในอาคารแห่งนี้ให้กลายเป็นเสมือนพื้นหลังที่ขับเน้นศิลปะร่วมสมัยได้อย่างจริงจัง ไม่โดดเด่น แต่ต้องอยู่ในความทรงจำของผู้เข้าชมทุกคน เช่นเดียวกับเรื่องรูปลักษณ์และบรรยากาศที่อยากให้แกลเลอรีเข้าถึงง่าย เป็นเนื้อเดียวไปกับเมืองกรุงเทพฯ ได้อย่างธรรมชาติ และสอดแทรกความสนุกตามจังหวะของเมือง เพื่อให้ผู้คนเข้ามาชมงานศิลปะได้อย่างไม่เคอะเขินตามความต้องการของสุทธิมาเอง

Private Viewing Room | Photo: DOF SKY|GROUND

Photo: DOF SKY|GROUND

ภายใต้ข้อจำกัดของอาคารผังห้าเหลี่ยมแบบอสมมาตร สการพบกับความไม่สมบูรณ์ของอาคาร และได้จัดระเบียบพื้นที่ผ่านโปรแกรมใหม่ของแต่ละพื้นที่ภายในอาคารได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการแบ่งพื้นที่บริการและทางสัญจรของอาคารออกจากพื้นที่ส่วนใช้สอยหลักของทุกชั้นออกจากกันอย่างชัดเจนในทุกๆ ชั้น โดยแต่ละชั้นนั้นจะมีการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงแค่เพียงอย่างเดียว พื้นที่ใช้สอยที่เกิดขึ้นนั้นประกอบไปด้วยห้องแกลเลอรี 1-2, ห้อง Private Viewing Room และห้องสำนักงานของ Nova Contemporary ในขณะที่ส่วนพื้นที่บริการและทางสัญจรของอาคารนั้น ได้ยึดเอาบันไดที่อยู่มาตั้งแต่เป็นอาคารเดิมมาเป็นทางสัญจรหลัก ก่อนทำการเพิ่มเติมพื้นที่ส่วนบริการอย่างห้องน้ำและห้องจัดเตรียมอาหารเข้าไปเพื่อตอบรับกับการใช้งาน  โดยการจัดระเบียบพื้นที่อย่างเป็นระบบนี้เองก็ทำให้ผู้ชมเข้าใจและเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงยังสามารถควบคุมการปรับอากาศให้อยู่ในเพียงพื้นที่ใช้งานและปล่อยให้พื้นที่ส่วนบริการใช้การระบายอากาศตามธรรมชาติแทน

  • Photo: DOF SKY|GROUND

ในการออกแบบที่นี่ก็ไม่ได้ออกแบบเพื่อตะโกนคำว่า ‘ศิลปะร่วมสมัย’ หรือ ‘แกลเลอรี’ อย่างโจ่งแจ้งและห้าวฮึก ทว่ากลับถ่อมตัวและดำรงตัวตนท่ามกลางกรุงเทพมหานครได้อย่างเรียบเนียน ด้วยการยังเก็บ (ของ) เก่าที่ไม่ได้เก่าเก็บมาอวดโฉม ‘สัจจะ’ ของโครงสร้างเดิมไว้อย่างน่าสนใจ ตามหลักการ minimal intervention ที่จะต่อเติมของใหม่เข้าไปในสถาปัตยกรรมให้น้อยที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จากการคงร่องรอยแห่งกาลเวลาของเสา-ผนัง-เพดาน-บันไดเอาไว้ แต่ความน่าสนใจอยู่ที่รายละเอียดของการ ‘ตีความใหม่’ บนโครงสร้างเดิม ดังจะเห็นได้จากบันไดที่สการเลือกใช้ราวบันได PVC รูปทรงคุ้นตาตามบริบทตึกแถวดั้งเดิม ทว่ามีการสอดแทรกงานฝีมืออย่างการ ‘พันเชือกหนัง’ เข้าไป เพื่อสร้างผิวสัมผัสใหม่และเป็นการแก้ปัญหาหน้างานอย่างมีศิลปะ เปลี่ยนจุดบกพร่องให้กลายเป็นรายละเอียดที่สร้างมูลค่าเพิ่มและมอบสัมผัสที่ประณีตให้กับผู้ใช้งาน เช่นเดียวกับการรักษาสภาพพื้นผิวด้วยสารเคมียับยั้งการเกิดสนิม (Rust Stopper) และการเลือกทาสีซ่อมเพียงบางจุดที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อจงใจทิ้งรอยจารึกของเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวของอาคารต่อไป

Photo: DOF SKY|GROUND

Photo: DOF SKY|GROUND

นอกจากความเก็บของเก่ามานำเสนอแล้ว ใช่ว่า Skarn Chaiyawat Architects จะไม่นำเสนอความเป็นไปได้และประสบการณ์ใหม่ๆ ในการออกแบบ รวมถึงสร้างความทรงจำที่ดีต่อผู้ชม เพราะว่าสิ่งนี้เริ่มตั้งแต่ทางเข้าของอาคาร ที่ไม่ใช่ main entrance เดิม เพราะในตอนนี้กลายเป็นประตูกรุกระจกขนาดใหญ่ที่เปิดเฉพาะตอนขนย้ายผลงานขนาดใหญ่เท่านั้น ในตอนจัดแสดงนิทรรศการ บานประตูกระจกนี้จะเป็นเสมือนหน้าต่างที่ทอดแสงเข้ามาภายในอาคารในเวลากลางวันและออกไปสู่ย่านสี่พระยาในเวลากลางคืน และยังเป็นส่วนเชื่อมต่อและดึงดูดผู้ผ่านไปผ่านมาบนถนน ให้เข้ามาหลีกเร้นและดื่มกินอรรถรสทางศิลปะภายใน Nova Contemporary ซึ่งการเปลี่ยนหน้าที่ของทางเข้าเดิมทำให้ต้องควานหาทางเข้าอาคาร (ที่แท้จริง) กันอุตลุด จนพบว่าในตรอกเล็กๆ ข้างๆ แกลเลอรีจะมีประตูบานเล็กให้เข้าอยู่นั่นเอง โดยในจุดนี้เองเป็นจุดที่สร้างประสบการณ์ของผู้ชมได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาแกลเลอรีแห่งนี้

Gallery 1 | Photo: DOF SKY|GROUND

Gallery 2 | Photo: DOF SKY|GROUND

Gallery 2 | Photo: DOF SKY|GROUND

หลังจากเข้ามาในส่วนล็อบบีและลงทะเบียนเข้าชมแล้วห้อง Gallery 1 จะคอยต้อนรับผู้ชมด้วยห้องแบบ double space ที่โอ่โถงและ cozy มากไปกว่านั้นยังสามารถมองบานกระจกออกไปสู่ความเป็นกรุงเทพมหานครได้อีกด้วย ซึ่งนอกจากความอบอุ่นแสนสบายแล้ว ภายในห้องแกลเลอรีหรือส่วนใช้สอยหลักอื่นๆ เราจะหางานระบบ-ระบบปรับอากาศ, ระบบส่องสว่าง แม้กระทั่งระบบระบายอากาศ ได้ยากมาก เนื่องจาก Skarn Chaiyawat Architects ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความรู้สึกของผู้ชม เพราะอยากให้โฟกัสกับการชมผลงานศิลปะมากกว่าการสะดุดตาเห็นงานระบบที่โผล่ออกมา จึงทุ่มกำลังในการซ่อนงานระบบหลายๆ ส่วนด้วยโครงเคร่าและผนังเบา ซึ่งผนังเบานี้ก็จะไม่ได้สูงชิดท้องฝ้าแต่จะต่ำกว่าคานเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะระดับสายตาของมนุษย์ผู้ชม แต่เป็นเหตุผลด้านการให้แสงธรรมชาติเข้ามาภายในแกลเลอรี เพราะสุทธิมามีความตั้งใจและอยากให้ Nova Contemporary มีแสงธรรมชาติเข้าในทุกๆ ชั้นให้เหมาะสม ซึ่งบรีฟนี้เองส่งต่อมาถึงสการ ทำให้เขาใช้ประโยชน์จากผนังเบาได้มากขึ้น ทั้งซ่อนงานระบบและเป็นช่องควบคุมปริมาณแสงในพื้นที่ต่างๆ เป็นต้นว่าที่ห้อง Gallery 2 ที่มีการจัดนิทรรศการที่หลากหลายสื่อ จึงตั้งใจให้แสงเข้ามาบ้างชนิดที่นวลๆ ตา ไม่ใช่แสง direct light ซึ่งเกิดจากการต่อเติม shading บังแดดด้านนอก ทำให้แสงที่เข้ามาไม่แย่งซีนเวลาจัดแสดงผลงาน

  • Photo: DOF SKY|GROUND

นอกจากนี้ ในการจัดการพื้นที่ความเป็นส่วนตัวระหว่างการชมนิทรรศการและพื้นที่ส่วนรวมด้านนอก สการยังพยายามรักษาความเป็นแกลเลอรีที่ Volume ทั้งพื้นที่จะเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้การชมนิทรรศการและผลงานดำเนินไปได้อย่างลื่นไหล โดยมีส่วนที่สำคัญคือการใช้ façade วัสดุโปร่งแสงอย่างแผ่น Polycarbonate บริเวณทิศเหนือของอาคาร ซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ ในการเชื่อมต่ออาคารเข้ากับบริบทของย่านสี่พระยา แม้ในยามที่แผ่น Polycarbonate เหล่านั้นปิดอยู่ ผิวสัมผัสที่โปร่งแสงนี้ยังช่วยให้คนภายในสามารถรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวและบรรยากาศภายนอกได้ในลักษณะของเงาร่างที่พร่าเลือน ในขณะเดียวกัน ผู้คนที่ผ่านไปมาภายนอกก็สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวและแสงสว่างจากภายในแกลเลอรีได้เช่นกัน เกิดเป็นปฏิสัมพันธ์ทางสายตาที่ทำให้อาคารดูไม่ปิดกั้นจนเกินไป

Photo: DOF SKY|GROUND

Photo: DOF SKY|GROUND

ทั้งนี้ แผ่น Polycarbonate ดังกล่าวยังถูกออกแบบเป็น module บานเลื่อน เพื่อให้สามารถเปิดระบายอากาศได้ตามต้องการ รวมถึงการตั้งใจออกแบบเพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้ใช้บันไดภายในอาคารเข้ากับผู้ที่ยืนอยู่ภายนอก โดยเฉพาะในวันที่มีงานเปิดนิทรรศการ ซึ่งการมองเห็นความคึกคักและจังหวะการก้าวเดินของผู้คนผ่าน façade โปร่งแสงนี้ จะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการมีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ศิลปะกับชุมชนโดยรอบได้อย่างมีนัยสำคัญ

Photo: Lalina Kittipoomvong

Photo: DOF SKY|GROUND

ท้ายที่สุด Nova Contemporary จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงศิลปะที่แยกตัวเป็นเอกเทศ แต่คือบทพิสูจน์ของการรีโนเวทที่มุ่งเน้นการทำความเข้าใจ ‘จิตวิญญาณ’ ของอาคารและย่านสี่พระยาอย่างลึกซึ้ง ความถ่อมตัวของ Skarn Chaiyawat Architects ที่เลือกเก็บสัจจะของกาลเวลาเดิมไว้ แล้วเสริมความละเมียดละไมของงานระบบและช่องแสงธรรมชาติเข้าไปอย่างแยบคาย คือการสร้าง ‘รอยต่อ’ ที่อนุญาตให้พลวัตอันวุ่นวายภายนอกและสุนทรียภาพที่นิ่งสงบภายในได้สอดประสานกันอย่างมีนัยสำคัญ การเชื่อมโยงนี้เองที่ทำให้ศิลปะร่วมสมัยไม่ได้ถูกกักขังอยู่ในสุญญากาศ แต่กลับมีชีวิตชีวาและมีความหมายชุดใหม่ผ่านบริบทของกรุงเทพมหานครที่ไหลเวียนอยู่รอบตัว ตึกแถวเก่าแห่งนี้จึงกลายเป็นโอเอซิสที่ไม่ได้ตัดขาดเราจากโลก แต่กลับช่วยให้เราได้ ‘อ่าน’ ศิลปะไปพร้อมๆ กับการ ‘สัมผัส’ ถึงจังหวะของเมืองได้อย่างแนบเนียนและสมบูรณ์ที่สุด

Photo: DOF SKY|GROUND

skarnchaiyawat.com
instagram.com/skarnchaiyawatarchitects