ด้วยการออกแบบของ Unknown Surface Studio และ REAL AS TECT ที่ขยายสเกลจากสวนในขวด สู่ Terrarium House บ้านในฝันที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยอย่างลงตัว
TEXT: PHARIN OPASSEREPADUNG
PHOTO: RUNGKIT CHAROENWAT
(For English, press here)
บ้านไม้สองชั้นที่เหมือนถูกวางไว้ในโหลแก้วขนาดยักษ์ กลางย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ คือภาพแรกของ Terrarium House บ้านที่หยิบแนวคิดของ ‘Terrarium’ หรือสวนในขวดแก้ว มาขยายสเกลให้กลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยจริง
Terrarium คือการจำลองระบบนิเวศขนาดย่อมไว้ในภาชนะใส ตั้งแต่ขวดขนาดเท่าฝ่ามือไปจนถึงโหลขนาดใหญ่ พื้นที่เล็กๆ ที่เจ้าของสามารถจัดวางต้นไม้ ดิน และความชอบของตัวเองลงไปได้อย่างอิสระ ไม่ต่างจากบ้านในฝันที่เราค่อยๆ ประกอบสร้างจากสิ่งที่รัก Terrarium House จึงตีความแนวคิดนี้ใหม่ ให้บ้านทั้งหลังกลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่เหมือนกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสวนในภาชนะโปร่งใส

บ้านไม้ไร้เสาหลังนี้ออกแบบโดย Unknown Surface Studio ร่วมกับ REAL AS TECT ในฐานะ Project Architect บนพื้นที่ประมาณ 300 – 350 ตารางเมตร เจ้าของบ้านคือ คุณขจี เกศจุมพล ผู้รับเหมาและผู้ก่อตั้งแบรนด์งานไม้ฮาชิ (HACHI) นอกจากชื่อที่ชวนให้นึกถึงสวนในโหลแก้ว งานออกแบบยังสร้างประสบการณ์คล้ายการอยู่ภายใน Terrarium จริงๆ ตั้งแต่พื้นที่หลักของบ้านที่เปิดโล่ง ล้อมด้วยกระจกบานใหญ่ คอร์ทกลางบ้าน ไปจนถึงชั้นสองที่เป็นห้องนอนหลักซึ่งมีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น รวมถึงห้องอาร์ตแกลเลอรีที่สะท้อนความสนใจของเจ้าของบ้านอย่างชัดเจน
ลักษณะที่ดินของบ้านหลังนี้รูปร่างแปลกตา คือคล้ายกระบวยตักน้ำ มีทางเข้าค่อนข้างแคบ และรายล้อมไปด้วยบ้านหลังข้างเคียงถึง 4 หลังจนเกือบเป็นที่ดินปิดตาย แต่สถาปนิกกลับมองว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายของการออกแบบ ด้ามจับของกระบวยจึงถูกพลิกบทบาทให้กลายเป็นทางเข้าหลักของบ้าน พร้อมจัดลำดับประสบการณ์การใช้งาน (Sequence of Experience) เพื่อค่อยๆ พาผู้อยู่อาศัยตัดตัวเองออกจากความวุ่นวายของเมืองภายนอก

ประสบการณ์เริ่มต้นจากพื้นที่ทางเข้าที่แคบ กว้างเพียงพอให้รถยนต์ขับเข้ามาจอดได้ประมาณ 3 – 4 เมตรเท่านั้น สองข้างทางถูกขนาบด้วยวัสดุธรรมชาติแบบ ‘สัจจะวัสดุ’ ตามความชอบของเจ้าของบ้าน โดยสถาปนิกเลือกใช้กำแพงหินแกรนิตธรรมชาติที่โชว์พื้นผิวขรุขระดิบๆ คู่กับฝ้าเพดานไม้ที่ทอดยาวตลอดทางเข้า ทางเข้าแคบและยาวเพราะต้องการให้พื้นที่นี้เป็นเหมือนอุโมงค์เปลี่ยนอารมณ์ สร้างบรรยากาศที่ดูลึกลับและสงบนิ่ง ก่อนจะได้เข้าไปพักผ่อนเอนกายในบ้าน
เมื่อความว้าวุ่นในใจถูกวางทิ้งไว้บริเวณอุโมงค์ที่ลึกลับและคับแคบ ความรู้สึกถัดมาก็แปรเปลี่ยนเมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ของบ้านไม้ ด้วยการได้เจอกับคอร์ทกลางบ้านขนาดใหญ่ ภายในมี ‘ต้นมะเม่า’ ต้นไม้เก่าแก่ของพื้นที่ไว้ที่เจ้าของบ้านต้องการจะเก็บเอาไว้ ต้นไม้ถูกล้อมด้วยกระจกใส พร้อมช่องแสงด้านบนที่เปิดรับแสงธรรมชาติ ขณะที่พื้นที่นั่งเล่นถูกยกเป็น double space เพื่อเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับบ้านทั้งหลัง

ด้วยความที่อยากเก็บต้นไม้เก่าไว้ คอร์ทกลางบ้านนี้จึงถูกล้อมไว้แต่แรกๆ และอีกหนึ่งสิ่งที่เจ้าของบ้านกับสถาปนิกเห็นตรงกันว่าปรับเปลี่ยนไม่ได้เด็ดขาด คือหลังคาทรงกลมแบบสโลปจั่วที่ไม่มีฉาก พร้อมรูแสงขนาดย่อมๆ จำนวน 3 จุด ตรงกับต้นไม้ภายในบริเวณบ้านทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสอง เพื่อเปิดที่ให้แสงสาดส่องเข้ามาในบ้านมากขึ้น

หลังคาผืนนี้ใช้แผ่นอลูมิเนียมเรียบเป็นวัสดุหลัก ซึ่งถือเป็นความท้าทาย เพราะวัสดุประเภทนี้ไม่ค่อยถูกนำมาใช้เป็นหลังคาบ้านทั่วไป แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของเจ้าของบ้านในฐานะผู้รับเหมา จึงสามารถพัฒนาวิธีติดตั้งที่ช่วยให้หลังคาทนแดดทนฝนและระบายความร้อนได้ดี ด้วยเหตุนี้ หลังคาจึงกลายเป็นองค์ประกอบแรกที่เริ่มก่อสร้าง ต่างจากการสร้างบ้านทั่วไปที่มักเริ่มจากโครงสร้างพื้น ก่อนจะค่อยๆ สร้างพื้นที่ส่วนอื่นตามมา


อีกหนึ่งความพิเศษของบ้านหลังนี้คือ การออกแบบให้ไร้เสาทั้งหลัง เพื่อลดความอึดอัดของพื้นที่ โดยใช้โครงสร้างเหล็กร่วมกับเฟรมไม้ตะเคียนและกระจก ทำหน้าที่รับน้ำหนักของหลังคาแทน ผลลัพธ์ของการไร้เสาทำให้เกิดความโปร่งโล่งของบ้าน เมื่อรวมเข้ากับการยกเพดานสูงและเปิดผนังกระจกล้อมรอบ พร้อมผนังกระจกโค้งที่เชื่อมต่อมุมมองของทุกห้องเข้าหากัน ทำให้ไม่ว่าจะยืนอยู่จุดไหนของบ้าน ก็สามารถมองเห็นพื้นที่อื่นๆ ได้เสมอ ตั้งแต่ห้องรับแขก ห้องทำงาน ไปจนถึงชั้นสองที่เปรียบเสมือนเพนต์เฮาส์ส่วนตัวของเจ้าของบ้าน
ชั้นบนประกอบด้วยห้องนอนหลักและพื้นที่เก็บสะสมงานศิลปะ ขณะที่แสงธรรมชาติสามารถส่องเข้ามาได้ตลอดทั้งวัน ทำให้บรรยากาศของบ้านเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา แสงแดดที่ตกกระทบผิวไม้ย้อมสีของพื้นที่ให้แตกต่างกันในแต่ละชั่วโมง โดยยังคงความสบายตาและไม่ร้อนจนเกินไปจากการระบายอากาศของพื้นที่โปร่ง

งานไม้คืออีกหนึ่งหัวใจของบ้านหลังนี้ สถาปนิกเลือกใช้ไม้หลายชนิดตามฟังก์ชัน เช่น ไม้ตะเคียนสำหรับโครงสร้างภายนอกที่ต้องทนแดดทนฝน ไม้ตะแบกสำหรับพื้นภายในที่มีความทนทานต่อน้ำ และไม้ฮิโนกิจากญี่ปุ่น ใช้ในห้องนอนหลักและห้องรับแขก ด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวและโทนสีที่นุ่มนวล เพื่อให้บรรยากาศของบ้านกลมกลืน สถาปนิกจึงเลือกย้อมไม้ชนิดอื่นให้มีโทนสีใกล้เคียงกับไม้ฮิโนกิ เพิ่มความละมุนให้กับพื้นที่อยู่อาศัย
พืชพรรณสีเขียวที่รายล้อมบ้านถูกออกแบบให้เติบโตไปพร้อมกับสถาปัตยกรรม ตั้งแต่ต้นไม้บริเวณทางเข้าที่สามารถยื่นสูงทะลุช่องฝ้า ไปจนถึงต้นไม้ที่เรียงรายตามแนวกำแพงรอบบ้าน ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับพื้นที่เปิดโล่ง สวนเล็กๆ เหล่านี้ทำให้บ้านทั้งหลังดูเหมือนถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติ และสามารถมองเห็นวิวสีเขียวได้จากทุกมุมของพื้นที่ แม้ว่าผืนที่ดินจะเกือบปิดตาย แต่เมื่อได้เข้ามาบริเวณพักผ่อนส่วนตัวแล้วกลับสามารถมีวิวให้มองได้ในทุกๆ วัน

บ้านคือพื้นที่ที่แสดงออกถึงตัวตนผู้อยู่ คำนี้ไม่เกินจริงสำหรับบ้านหลังนี้ จากพื้นที่โถงนั่งเล่นที่เป็นอิสระ ไม่มีมุมชัดเจน ไม่มีโทรทัศน์ และพื้นที่ทำงานที่กว้าง สะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้านที่รักในการทำงาน อีกทั้งการเลือกใช้วัสดุไม้ทั้งหลังที่นำมาดัดมาโค้ง สัจจะวัสดุที่ไม่แปรเปลี่ยนความจริงของวัสดุนั้นๆ ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวทั้งด้านใน และด้านนอกของบ้าน ทั้งหมดล้วนสะท้อนความสนุกของเจ้าของบ้านและสถาปนิกที่อยากร่วมทดลองในวัสดุใหม่ๆ ไปด้วยกัน ทำให้บ้านหลังนี้กลายเป็นบ้านใน terrarium อย่างลงตัว






