เมื่อวัสดุ นวัตกรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่นถูกแปลเป็นภาษาของเสื้อผ้า Taipei Fashion Week (AW26) จึงกลายเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นในเอเชีย
TEXT: SARUNKORN ARTHAN
PHOTO COURTESY OF TAIPEI FASHION WEEK EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
หากปารีสและมิลานคือมหาวิหารดั้งเดิมของโลกแฟชั่น ‘ไต้หวัน’ ก็อาจเปรียบได้กับห้องทดลองล้ำสมัยที่กำลังเขย่าโครงสร้างของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในศตวรรษนี้ เพราะเบื้องหลังรันเวย์อันสดใหม่ คือศักยภาพในฐานะผู้นำด้านวัสดุศาสตร์ที่เปลี่ยน ‘ผ้าคุณสมบัติพิเศษ’ (Functional Fabric) และแนวคิด Green-design ที่ทำให้ไต้หวันกลายเป็น fashion venue ที่โดดเด่นมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา art4d ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Taipei Fashion Week (AW26) เพื่อแกะรอยวิธีคิด ปรากฏการณ์พื้นที่ และทิศทางสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในช่วงรอยต่อของฤดูกาลที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
พื้นที่หลักในการจัดงานครั้งนี้คือ Songshan Cultural and Creative Park (SCCP) อดีตโรงงานยาสูบในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้กับ Taipei Dome ซึ่งปัจจุบันถูกชุบชีวิตใหม่ให้เป็นสาธารณสเปซสีเขียวและศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของ Taiwan Design and Research Institute (TDRI) แม่งานหลักของ Taipei Fashion Week ในฤดูกาลนี้ การขยับบทบาทของสถาบันวิจัยเชิงการออกแบบเข้ามาเป็นผู้กุมบังเหียนแทน Vogue Taiwan ถือเป็นหมุดหมายที่น่าจับตา เพราะมรดกสถาปัตยกรรมอุตสาหกรรม (Industrial Heritage) และสถานที่จัดงานแห่งนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังและล้อไปกับหน้าประวัติศาสตร์ของไต้หวันเอง จากประเทศที่เป็นเพียงโรงงานรับจ้างผลิตสิ่งทอเพื่อส่งออกสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่พร้อมส่งออก ‘วิธีคิด’ และระบบนิเวศแฟชั่นที่ยั่งยืนแห่งอนาคต
ภายในฤดูกาลนี้ Taipei Fashion Week จัดงานเป็นสองระนาบที่น่าสนใจ ด้านหนึ่งคือการรวมศูนย์ฟังก์ชันหลักอย่างตลาดคัดสรรแบรนด์, รันเวย์ และพรีเซนเทชัน เอาไว้ภายใต้โกดังหมายเลข 2-5 แต่อีกด้านหนึ่ง งานครั้งนี้กลับมอบอิสระให้ดีไซเนอร์กระจายตัวออกไปเลือกสรรสเปซที่สอดรับกับอัตลักษณ์ของตนเอง ตั้งแต่พื้นที่ภายในอย่างโรงอาบน้ำชายเดิม และห้องสมุด Not Just Library ไปจนถึงการข้ามขอบเขตไปยึดพื้นที่ UFC Gym ในฝั่งนิวไทเป แสดงให้เห็นถึงการพยายามทลายกรอบ ‘White Cube’ ของการจัดแสดงแฟชั่นยุคเก่า แล้วเปลี่ยนบริบทของสถาปัตยกรรมรอบตัวให้กลายเป็นฉากทัศน์ที่มีชีวิตได้อย่างทรงพลัง
รันเวย์แรกในฤดูกาลนี้ อยู่ที่โกดังหมายเลข 4 ซึ่งแบรนด์ C-JEAN นำโดยดีไซเนอร์อย่าง เจียน ชุน-หยวน (Jean Chun-yuan) นำเอาเทคนิคการย้อมผ้าแบบโบราณของญี่ปุ่น (Roketsu dye) มาผสมผสานกับการตัดเย็บเสื้อผ้าร่วมสมัยในคอลเล็กชัน ‘SA TA NA MA’ นี้ ซึ่งเจียนได้นิมนต์พระอาจารย์ฝ่าจ้าง (Master Fazang) จากวัดนานซีว่านฝอ (Nanxi Wanfo) มาทำหน้าที่เป็น ‘ที่ปรึกษาด้านปรัชญาและศิลปะ’ เพื่อถอดรหัส ‘SA TA NA MA’ สี่พยางค์ศักดิ์สิทธิ์ในภาษาสันสกฤตโบราณที่ว่าด้วยสังสารวัฏ ให้ออกมาเป็นภาพจำบนเรือนร่าง ควบคู่ไปกับการทำเวิร์กชอปข้ามพรมแดนร่วมกับ SHOBIEN โรงย้อมผ้าเทคนิคโบราณจากเกียวโต เพื่อเคี่ยวกรำงานฝีมือเก่าแก่ให้กลายมาเป็นภาษาแฟชั่นร่วมสมัยที่ดูเลาๆ คล้ายจะเป็นลายบาติกของชาวไทย, มลายู และอินโดนีเซีย เพราะเทคนิคการทำงานคล้ายกันจริงๆ แต่ก็มีความเฉพาะของลวดลายที่ไร้รูปแบบและสีย้อมบนเนื้อผ้าที่บ้างนวล บ้างขรึม เรียกได้ว่ากลมกล่อมและมีรสโดดเล็กๆ ของสีเหลืองเพื่อตัดรสชาติของดวงตา
อีกรันเวย์ที่โดดเด่นสะดุดตาจนต้องนำมาเขียน คือ แบรนด์ #DAMUR ที่ย้ายรันเวย์จาก SCCP มายัง UFC Gym ที่เมืองไทเปใหม่ ท่ามกลางเสียงเพลง energetic และสภาพแวดล้อมของฟิตเนสทำให้เราตื่นตากับรันเวย์ที่นี่เป็นพิเศษ เพราะว่าไม่ได้มีเพียงรันเวย์ แต่ว่ายังมีสังเวียนมวยย่อมๆ ที่ ดามูร์ หวง (Damur Huang) ทั้งในฐานะดีไซเนอร์และกรรมการตัดสินได้ชวนเหล่านายแบบนางแบบที่อยู่ในมาดนักกีฬาขึ้นมาเพื่อแลกหมัดเชิงมวยกันด้วย ซึ่งในคอลเล็กชัน ‘The Mind Fighter’ ของ #DAMUR ในฤดูกาลนี้แสดงถึงโครงเสื้อผ้าแนวสตรีทและสปอร์ตแวร์ที่จัดจ้าน ถูกใช้เป็นตัวกลางในการผูกโยงองค์ประกอบของ ‘การฝึกฝนร่างกาย’ เข้ากับ ‘สภาวะจิตใจ’ เพื่อส่งต่อความคิดที่ว่าคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ ‘ตัวเราเอง’
นอกจากรันเวย์แล้ว Taipei Fashion Week ในฤดูกาลนี้ยังเสิร์ฟความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งจะเห็นได้จากพรีเซนเทชันที่ยกทัพนักออกแบบไต้หวันมาอวดโฉมด้วยฝีมือและฝีจักรกันอย่างมากมาย ซึ่งพรีเซนเทชันทั้งหมดล้วนตั้งอยู่ที่ SCCP แต่ก็แตกต่างไปตามโซนที่ดีไซเนอร์ต้องการ
JUTS IN XX โดยจัสติน ชู (Justin Chou) เป็นพรีเซนเทชันที่เราชอบมากที่สุด เพราะจัสตินได้ละลายขอบเขตของการเป็น ‘รันเวย์’ และ ‘พรีเซนเทชัน’ ไปโดยปริยาย ผ่านการเลือกใช้คนจริงและท่วงท่าการแสดงเข้ามาทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวแทนการใช้หุ่นโชว์แบบเดิมๆ ในคอลเล็กชัน ‘Lone Star’ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากอัตวิสัยของตนเอง และพรีเซนต์ผ่านกลุ่มเด็กสุดคูลแอบเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์และถูกวิญญาณเข้าสิง จนเกิดการรวมตัวระหว่างแฟชั่นสตรีทเข้ากับความรุ่มรวยของศิลปะโบราณในยุโรป เกิดเป็นสไตล์เฉพาะที่ลงตัว แม้จะโดดเด่นจากคนละด้านทั้งสตรีทและความรุ่มรวย (แต่ไม่รุ่มร่าม)
ดีไซเนอร์สาวอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หวัง ลี่ หลิง (Wang Li Ling) ด้วยแบรนด์ WANGLILING เธอผลักดันความเป็นไต้หวัน ผ่านเรื่องราวประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ แม้กระทั่งพฤกษศาสตร์ผ่านผ้าคุณสมบัติพิเศษ (Functional Fabric) ที่โด่งดังของไต้หวัน ทำให้ในฤดูกาลนี้ WANGLILING ได้ทำการถอดรหัสทัศนียภาพทั้งหมดของเกาะไต้หวันให้กลายมาเป็นภาษาของเสื้อผ้าชั้นสูงได้อย่างน่าอัศจรรย์ในคอลเล็กชัน ‘Form of Formosa’ ความจัดเจนบนรันเวย์ครั้งนี้คือการฉีกทุกกรอบแล้วแปรเปลี่ยนทั้ง ‘เส้นทางการบิน’ ให้กลายเป็นลายเส้นเลื่อนไหลบนเรือนร่าง ถ่ายทอด ‘ดอกไม้ผลิบาน’ ออกมาเป็นโครงสร้างเลเยอร์ซับซ้อน พร้อมใช้ ‘แสงและอากาศ’ สรรค์สร้างเอฟเฟกต์ไล่เฉดสีรวมถึงเนื้อสัมผัสแปลกใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น แนวทิวเขาสลับซับซ้อนของไต้หวันยังถูกเขย่าสัดส่วนเป็นโครงเสื้อผ้าระลอกคลื่นดุดัน ควบคู่ไปกับกระแสน้ำในมหาสมุทรที่หลั่งไหลเป็นฟอร์มผ้าพริ้วไหวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้วัสดุท้องถิ่นของไต้หวันเท่านั้น
จากสี่ดีไซเนอร์ที่ art4d นำมาเสนอนั้นเป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของวงการออกแบบเสื้อผ้าในไต้หวันอย่าง TANGTSUNGCHIEN, Yentity, Liyu Tsai และ Daniel Wong ที่ต่างก็มีสไตล์การออกแบบและแนวทางการใช้วัสดุผ้าที่ต่างกันเพื่อรังสรรค์และเป็นส่วนหนึ่งของวงการแฟชั่นสากล ซึ่งน่าติดตามว่าในเดือนตุลาคมนี้ Taipei Fashion Week (Spring/Summer 2027) จะออกมาในรูปแบบไหน

























