‘ความเป็นพื้นถิ่นในที่สาธารณะ ระบบนิเวศเมืองบนสวนลอยฟ้า และการย้อนรอยหาพรรณไม้เมืองกรุงฯ’ เผยเบื้องลึกการออกแบบของ ‘สวนดุสิตอรุณ’ กับธัชพล สุนทราจารย์จาก Landscape Collaboration
TEXT: NATHANICH CHAIDEE
PHOTO CREDIT AS NOTED
(For English, press here)
ตั้งแต่โครงการ ‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ แล้วเสร็จไปเมื่อปลายปีที่แล้ว นอกจากการเป็นแลนด์มาร์กจุดถ่ายภาพของนักท่องเที่ยวไทยเทศแล้ว ระหว่างเส้นทางที่เดินผ่านคือการซึมซับประสบการณ์การใช้งานพื้นที่แบบไม่รู้ตัว ตั้งแต่การได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ค่อยเดินขึ้นทางลาดที่ราวกับพาเราเข้าไปใกล้ชิดกับเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่อย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน จนการได้ทอดสายตาออกจากสวนที่ยืนอยู่สู่สวนลุมพินีแบบไร้รอยต่อ จนแทบไม่น่าเชื่อว่ากำลังยืนอยู่บนยอดตึกสูงกลางเมืองใหญ่
art4d ชวน ธัชพล สุนทราจารย์ Principal and Founding Partner จาก Landscape Collaboration ผู้สร้างสรรค์งานแลนด์สเคปบนอาคารแห่งนี้มาลงลึกถึงกระบวนการคิดในการสร้าง ‘ระบบนิเวศเฉพาะตัวของกรุงเทพฯ’ ขึ้นในสวนบนอาคาร พร้อมพูดคุยถึงการย้อนรอยค้นหาพรรณไม้พื้นถิ่นเดิมของกรุงเทพฯ ผ่านการศึกษาวรรณกรรมในอดีต การสร้างความสัมพันธ์ของสวนดุสิตอรุณทั้งในเชิงสายตาและการใช้งาน ความสัมพันธ์ของต้นไม้และสัณฐานของเมือง ประวัติศาสตร์ของต้นไม้ในกรุงเทพฯ และการนำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการพิจารณา ‘ความเป็นพื้นถิ่น’ ในบริบทของนิเวศวิทยาเมือง (Urban Ecology)

Photo: Rungkit Charoenwat
art4d: เวลาคนพูดถึงสวนดุสิตอรุณ ก็มักจะพูดถึงในเชิงการเป็นสวนที่อยู่บนห้าง แต่จริงๆ แล้ว ตัวสวนเองมีความน่าสนใจในเชิงระบบนิเวศเมืองที่สูงมาก แนวความคิดและกระบวนการออกแบบงานนี้มีการทำงานอย่างไร
Touchapon Suntrajarn: ถ้าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของงานออกแบบ อาจจะต้องเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราได้หารือคุยกับเจ้าของโครงการ ซึ่งโชคดีที่เราต่างมีเป้าหมายที่ตรงกันคืออยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะที่สร้างประโยชน์ระดับเมืองและเปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้จริงๆ คำว่า ‘ความเป็นสาธารณะ’ มันเป็นสิ่งที่มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่คุยกันเลย
ทีนี้ในช่วงที่เราได้เริ่มเข้ามาทำงานนี้ ตัวงานสถาปัตยกรรมก็ได้ผ่านช่วงออกแบบแนวคิดเริ่มต้น (schematic design) โดยทีม OMA ไปแล้ว เราเห็นแล้วว่าสิ่งที่กำหนดรูปทรงของอาคารในรูปทรงนี้ Stepped Mass มีที่มาจากสองเรื่องคือเรื่องของคอนเซปต์โดยรวมของอาคารที่จะสร้างให้เกิดเป็น mass อาคารที่ลดหลั่นเป็นชั้นเหมือนอาคารย่อมุมของสถาปัตยกรรมไทย และการวางกลุ่มอาคารให้เห็นวิวของสวนลุมพินีที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโดยที่แต่ละอาคารให้ไม่บังวิวกัน ซึ่งจากที่เราคุยกันเรื่องความเป็นสาธารณะในตอนแรก เราเลยมาตั้งคำถามต่อว่าแล้วจากบริบทของที่ตั้ง ที่ซึ่งมีทั้งวิวของสวนลุมพินีและมรดกทางประวัติศาสตร์ของโรงแรมดุสิตธานีเดิม ที่เคยเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมไอคอนิกของกรุงเทพฯ นั้น เราจะนำมาพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มประโยชน์สูงสุดให้กับผู้ใช้งานผ่านงานภูมิสถาปัตยกรรมอย่างไรได้บ้าง

ในช่วงพัฒนาแบบ ตอนแรกเราเริ่มทำงานจากข้อจำกัดของรูปทรงทางสถาปัตยกรรมก่อน ซึ่งรูปทรงที่ลดหลั่นกันเป็นขั้นบันได (Stepped Mass) ที่เกิดขึ้นทำให้พื้นที่สีเขียวที่เกิดขึ้นจะไม่ได้มีขนาดใหญ่เป็นผืนเดียวกัน แต่จะมีลักษณะเป็นเส้นขอบอยู่ตาม mass แต่ละก้อนที่แยกจากกัน ตอนนั้นทางเจ้าของเขาก็เลยตั้งคำถามว่าพอจะมีวิธีที่ทำให้พื้นที่สีเขียวแต่ละชั้นเชื่อมเป็นผืนเดียวกันได้หรือเปล่า โดยที่โจทย์ตอนนั้นก็คือ พื้นที่สีเขียวที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นคนละชั้น ซึ่งถ้าเราจะเชื่อมมันเข้าด้วยกันตรงๆ มันจำเป็นที่ต้องใช้ระนาบที่มีความชันค่อนข้างมาก ประมาณ 1:3 – 1:4 วิธีการที่เราใช้แก้ปัญหาก็คือเราเลยมองพื้นที่เป็นเสมือน ‘เนินเขา’ และใช้ระนาบเอียงของเนินดิน เสียบเข้าไปในแมสอาคารเดิม เพื่อร้อยเรียงพื้นที่สีเขียวแต่ละชั้นให้เป็นผืนเดียวกัน โดยส่วนไหนที่ชันเกินไป เราก็เสริมกำแพงกันดินเพื่อตัดให้มันกลายเป็นที่ราบ ก่อนจะใส่ทางลาดซิกแซกเพื่อไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ โดยทางลาดที่ยาวเกือบประมาณ 400 เมตรนี้จะทำหน้าที่ไต่ระดับความสูงขึ้นไป 18 เมตร ทำให้ทางสัญจรตั้งแต่ชั้น 4 ถึงชั้น 6 เชื่อมถึงกันได้โดยเป็น universal design access กลายเป็นเหมือนกระดูกสันหลังหลักที่ช่วยร้อยเรียงพื้นที่ใช้งานต่างระดับ ทั้งศูนย์การค้า ออฟฟิศ และโรงแรมเข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้เรายังสามารถเก็บรูปทรงอาคารขั้นบันไดแบบเดิมของ OMA เอาไว้ได้ และทำให้แต่ละระนาบของพื้นที่ใช้งานที่เกิดขึ้นนั้นสามารถเห็นวิวของสวนลุมได้เกือบทุกตารางเมตรอีกด้วย
art4d: คุณมีขั้นตอนการคิด Programmatic ในเชิงภูมิสถาปัตยกรรมอย่างไร
TS: อันแรกคือมันต้องตอบโจทย์ 4 building type ภายในนั้น คือห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม และที่อยู่อาศัยซึ่งถึงแม้ว่าโปรแกรมในระดับย่อยอาจจะแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เราตีความมากกว่านั้นคือสวนนี้มันเป็นสวนระดับเมืองเนื่องด้วยบริบทของที่ตั้งซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสวนลุมพินี ที่มีความเป็น Landmark ซึ่งตอบโจทย์ผู้ใช้งานไม่ใช่แค่ในอาคาร แต่ในระดับย่าน และในระดับเมือง
ซึ่งพอกลุ่มผู้ใช้งานที่เรามองไปในระดับเมืองมันค่อนข้างกว้าง เราเลยเลือกเอากระบวนการ value proposition ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Design Thinking มาใช้เพื่อมาค้นหาว่าความต้องการของคนแต่ละกลุ่มคืออะไร แล้ว โปรแกรมแบบไหนที่จะตอบโจทย์นั้นๆ ซึ่งจริงๆ วิธีนี้เป็นวิธีที่ business startup เอามาใช้ในการทำธุรกิจ แต่ผมมองว่ามันมีปลายทางที่ไม่ได้แตกต่างกันในเชิงวิธีคิด เราเลยเริ่มจากการวิเคราะห์ว่าผู้ใช้งานอาคารนี้จะเป็นคนกลุ่มไหน อายุเท่าไร ทำงานอะไร มีการใช้ชีวิตแบบไหน ก่อนจะตีความออกมาเป็นโปรแกรมในงานภูมิสถาปัตยกรรมในท้ายที่สุด
ในพื้นที่เลยมีโปรแกรมหลากหลาย มีทั้งสวนบำบัด ระเบียงชมวิว มีโซนอาหารและเครื่องดื่ม ในขณะที่สวนเองก็มีหลายสเกล ทั้งรูปแบบลานโล่ง สวนดอกไม้ ลานกิจกรรม ฯลฯ อนาคตอาจจะมีโปรแกรมอื่นๆ เช่น ตลาดเกษตรกร ที่นั่งปิกนิค
ซึ่งกระบวนการนี้มันจะทำให้เราเห็นโปรแกรมที่เราอาจจะคิดไม่ถึง ซึ่งมาจากความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้ แต่ในแง่โปรแกรมมิ่งพื้นฐาน เราคิดว่ากิจกรรมอะไรที่ไม่สะดวกทำในสวนลุมพินี ก็อยากให้ขึ้นมาทำบนนี้ได้ เช่น ปิกนิกปูเสื่อ เล่นโยคะ หรือแม้แต่การวิ่งเทรลรันนิ่ง เราเลยมองว่ามันเป็นส่วนต่อขยายของสวนลุมที่ไหลเชื่อมขึ้นมาบนอาคารทั้งในรูปแบบของการใช้งานกับเรื่องมุมมองไปพร้อมๆ กัน

Photo: Rungkit Charoenwat
art4d: จากที่คุณบอกว่าวิวของสวนลุมพินีเป็น asset สำคัญของดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค คุณใช้วิธีไหนในการสร้างความเชื่อมโยงของสองสถานที่นี้เข้าด้วยกัน
TS: เราใช้เทคนิคการยืมมุมมองจากภูมิประเทศมาเป็นส่วนหนึ่งของสวน (Borrowed Scenery) ที่เห็นได้บ่อยในงานภูมิสถาปัตยกรรมคลาสสิก โดยเฉพาะสวนอังกฤษจากศตวรรษที่ 18 มาใช้เพื่อสร้างความเชื่อมต่อทางสายตา รวมถึงการจัดการกับแลนด์ฟอร์มที่ดูต่อเนื่องกันระหว่างฉากหลังกับพื้นที่สวนของเรา ซึ่งเทคนิคนี้ต้องใช้ความชันที่พอดี ซึ่งพอเรามีความชันที่ใช้ในการแก้ปัญหาเรื่องแมสอาคารอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นข้อดีที่ทำให้เทคนิคนำมาใช้งานได้พอดี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องใช้การศึกษารูปทรงของอาคารเพื่อกำหนดมุมมองให้เกิดความเชื่อมต่อทางสายตาเพื่อนำมาสู่การจัดการแต่ละจุดในพื้นที่ของเรา ทำให้เรานึกภาพออกว่าทรงพุ่มของต้นไม้แต่ละจุดจะทำงานอย่างไรกับฉากหลังในแบบต่างๆ เพื่อให้กลายเป็น space ที่เชื่อมกันในเชิงสายตาและความรู้สึก
ในขั้นตอนนี้เราค่อนข้างมีเครื่องมือหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำรูปตัด (section) การเข้าไปถ่ายภาพสถานที่จริงจากชั้นต่างๆ ของตึกดุสิตธานีเดิมก่อนที่จะถูกทุบทำลาย และที่สำคัญที่สุดคือ การขึ้นโมเดล 3 มิติจำลองบริบทโดยรอบรวมถึงระยะของสวนลุมพินีขึ้นมาทั้งหมด วิธีนี้ช่วยให้เราสามารถกำหนดจุดได้อย่างแม่นยำว่ามุมไหนควรเปิดรับวิวทิวทัศน์ หรือมุมไหนสามารถถูกปิดบังโดยต้นไม้ได้บ้าง

Photo: Rungkit Charoenwat
art4d: นอกเหนือจากพื้นที่สีเขียว สิ่งหนึ่งที่ดูจะมีความสำคัญเป็นพิเศษก็คือการใช้น้ำในฐานะองค์ประกอบหลักร่วมกับต้นไม้
TS: จริงๆ การใช้น้ำตกในโครงการนี้นั้นมีเหตุผลจากทั้งหมด 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือโรงแรมดุสิตธานีเดิมนั้นมีภาพจำเป็นน้ำตกตรงโถงกลางสวนและบ่อปลาคาร์ฟ ผมคิดว่าสิ่งนี้มันคือมรดกทางความรู้สึกบางอย่างที่เราอยากจะเก็บรักษาเอาไว้ ในมุมหนึ่งก็เหมือนเป็นการแสดงความเคารพกับตัวสถาปนิกผู้ออกแบบโรงแรมดุสิตธานีเดิมอย่าง Yozo Shibata ด้วย
ประเด็นที่สองคือน้ำตกเหล่านี้นั้นนำเสนอ ‘การมีอยู่ของน้ำ’ (Presence of Water) ซึ่งเป็นเกณฑ์หนึ่งใน Biophilic Design ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งจะผูกพันกับประเด็นที่สามอย่างการสร้างภูมิอากาศขนาดย่อม (Microclimate) ให้กับพื้นที่ น้ำตกที่ตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงจะช่วยสร้างละอองน้ำที่ระเหยได้เร็วเพื่อระบายความร้อนจากพื้นที่รอบข้างได้ดีรวมถึงสร้างสภาวะน่าสบายที่ทำให้บรรยากาศโดยรอบรู้สึกเย็นอยู่ตลอดเวลา

Photo: Rungkit Charoenwat
art4d: การสร้างความเชื่อมโยงสวนดุสิตอรุณเข้ากับสวนลุมพินีปรากฏอยู่ในขั้นตอนของการเลือกต้นไม้ด้วยหรือเปล่า
TS: โครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จะมีคำนิยามอย่าง ‘Here for Bangkok’ ที่เปิดกว้างให้นักออกแบบได้เอาไปใช้เพื่อตีความต่อด้วยตัวเอง ซึ่งนอกเหนือจากมรดกด้านงานออกแบบของโรงแรมดุสิตธานีเดิมแล้ว เราเลยมองออกไปถึงเรื่องของระบบนิเวศที่มีความเฉพาะตัวของกรุงเทพฯ ที่ในปัจจุบันเราแทบจะหาไม่ค่อยเจอแล้ว เลยกลายเป็นเหตุผลที่เราอยากสร้างระบบนิเวศย่อยนี้ขึ้นมาบนสวนที่ตั้งอยู่บนอาคารผ่านการใช้ระบบพรรณไม้เดิม เรามองว่าสังคมพืชมันเป็นพื้นฐานของระบบนิเวศที่จะเกิดขึ้นตามมา พอมีต้นไม้ก็จะมีนก พอมีสาหร่าย ปลาก็สามารถขยายพันธุ์ได้ อะไรแบบนั้น
คำถามคือ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าอันไหนเป็นพืชท้องถิ่นจริงๆ เพราะว่ากระบวนการศึกษาสายพันธุ์ไม้เกิดขึ้นมาในช่วงหลังจากที่เป็นกรุงเทพฯ แล้ว อีกทั้งค่านิยมในเรื่องของสวนนั้นเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะในช่วงที่ผ่านมา เราจะเห็นไม้ต่างถิ่นปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมากในระบบนิเวศของเรา ประเด็นที่สำคัญคือกรอบเวลาในการพิจารณาความเป็นระบบนิเวศพื้นถิ่นนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม้บางประเภทเช่นจามจุรี หางนกยูงฝรั่ง หรือไม้เสลาเองที่เราเห็นกันเป็นปกติ จริงๆ แล้วก็เป็นไม้ที่เข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 5
เราจึงต้องสืบย้อนกลับไปว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ริมคลองหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ และการจะสืบเสาะประวัติศาสตร์ธรรมชาติซึ่งไม่ได้มีบันทึกอื่น สิ่งที่ร่วมสมัยที่สุดคือ วรรณคดีหรือวรรณกรรมของสุนทรภู่ ซึ่งสุนทรภู่เป็นคนที่รู้จักต้นไม้เยอะมาก และต้นไม้ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในช่วงเวลานั้น อย่างที่เห็นได้ในบทประพันธ์ต่างๆ จะเล่าถึงต้นไม้เยอะมาก อย่างนิราศสุพรรณบุรีที่นั่งเรือตั้งแต่บางกอกไปจนถึงสุพรรณ ก็ไล่ไปว่าเจอพรรณไม้อะไรบ้าง หรือนิราศเมืองแกลงที่เล่าถึงภูมิทัศน์ที่ใกล้ทะเลของกรุงเทพฯ วรรณคดีเหล่านี้ก็ทำให้เราเห็นภาพของระบบนิเวศในยุคนั้นได้ชัดเจน ตั้งแต่รูปแบบพื้นที่ชุ่มน้ำ บึง ไปจนถึงระบบนิเวศป่าชายหาด การศึกษาวรรณคดีในบริบทนี้จะไม่ได้เป็นการหยิบเรื่องราวเหล่านั้นมาพรรณาหรือมาเล่าใหม่ แต่เป็นในวิธีที่เราใช้เพื่อการสืบค้นประวัติศาสตร์ธรรมชาติมากกว่า ซึ่งมันผูกพันกับตำแหน่งแห่งหนของบางพื้นที่ด้วย เช่น บางลำพูก็มีต้นลำพู บึงกุ่มก็จะมีต้นกุ่ม เป็นต้น
วรรณคดีของสุนทรภู่อาจจะเป็นแหล่งข้อมูลชัดเจนแห่งเดียวที่เราพอจะนำมาใช้งานได้จริง จริงๆ แล้วแหล่งข้อมูลอีกแห่งที่เราพอหาได้จะเป็นภาพวาดจิตรกรรมตามฝาผนังวัดในฝั่งธนที่พอจะระบุได้ว่ามีต้นไม้อะไรที่ผู้วาดนำมาอ้างอิง แต่ปัญหาจะอยู่ที่การจำแนกพันธุ์ไม้นั้นออกมาอย่างเจาะจงมากกว่า เช่น ต้นจิกกับต้นมะม่วง หรือ จิกน้ำกับจิกเศรษฐีที่อาจจะดูคล้ายกันมากทำให้เราไม่ค่อยแน่ใจ ซึ่งภาพอาจจะพอให้ข้อมูลกับเราได้ระดับหนึ่ง แต่บันทึกที่เป็นข้อเขียนจะมีความละเอียดกว่า อาจจะนับเป็นความโชคดีที่ระหว่างที่เรากำลังศึกษาอยู่ได้ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ พรรณไม้ในวรรณคดีสุนทรภู่ ของรองศาสตราจารย์ วิยดา เทพหัตถี ที่ท่านได้ศึกษารวบรวมเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดและใช้อ้างอิงได้อย่างครบถ้วน

Photo: Ketsiree Wongwan
art4d: ระหว่างการค้นคว้า คุณพบต้นไม้อะไรที่หายไปจากกรุงเทพฯ แล้วนำมาปลูกบนสวนดุสิตอรุณบ้าง
TS: ไฮไลต์ที่เราไปเจอคือหนึ่งในไม้พื้นถิ่นอย่างต้นมะกอกน้ำ ซึ่งเป็นต้นที่แทบไม่เห็นแล้วในกรุงเทพและเป็นที่มาของชื่อ ‘บางกอก’ ของกรุงเทพฯ หากมองในมุมของประวัติศาสตร์ ในอดีตบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า (คลองบางกอกน้อยและคลองบางกอกใหญ่) เคยมีต้นมะกอกน้ำขึ้นอยู่หนาแน่นมาก ต้นมะกอกน้ำยังเชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์ของจุดขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ที่วัดอรุณราชวรารามซึ่งมีชื่อเดิมว่าวัดมะกอกด้วย การที่เรานำพรรณไม้ชนิดนี้กลับมาปลูกจึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์กับแนวคิดของ อาคารโรงแรมดุสิตธานีเดิม ที่มีการอ้างอิงและได้แรงบันดาลใจมาจากยอดเจดีย์ปรางค์ของวัดอรุณฯ อีกด้วย
นอกจากต้นมะกอกน้ำ เรายังค้นพบว่ามันพันธุ์ไม้บางประเภทที่ควรจะมีอยู่ทั่วไปแต่ก็กลับไม่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันอย่างพืชในวงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) เช่น พวกต้นตะเคียน ต้นยางนา ที่ชอบน้ำและความเค็มซึ่งเหมาะกับพื้นที่ของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง (Floodplain) มาก ถ้าเราไล่ดูวัดโบราณตั้งแต่จังหวัดอยุธยาเข้ามาจนถึงคลองบางกอกน้อยย่านฝั่งธน เราจะเห็นว่าในวัดมีต้นตะเคียนกับยางนาเยอะมาก ส่วนหนึ่งเพราะไม้พวกนี้เอาไว้ทำเรือขุดด้วย ซึ่งน่าแปลกที่ต้นไม้พวกนี้กลับหายไปเกือบหมดเลยในกรุงเทพฯ ในความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่ต้นไม้เหล่านี้หายไปนั้นเกิดจากการตัดถนนใหม่ ทำให้ต้นไม้พวกนี้โดนตัดไปเรื่อยๆ ซึ่งพอมีถนนมา เราก็กลับไปปลูกต้นจามจุรี หางนกยูงฝรั่ง ต้นเสลาตามพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนสภาพไป
art4d: มองว่าการปรับเปลี่ยนของต้นไม้เหล่านี้สะท้อนกลับไปที่การเปลี่ยนแปลงของสัณฐานของเมืองอย่างไรบ้าง
TS: ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ส่งผลทั้งสองทาง คือเราเปลี่ยนสัณฐานของดินเดิมเพื่อรองรับถนน รองรับระบบอาคารแบบใหม่ต้นไม้จากเดิมที่เคยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำก็จะอยู่ไม่ได้ ต้นที่เราเอาเข้ามาใหม่อย่างหางนกยูงฝรั่งก็เลยจะเป็นต้นไม้ที่ไม่ได้ชอบน้ำมาก ถ้าเราไปดูที่จังหวัดเพชรบุรี เราจะเห็นว่าต้นหางนกยูงฝรั่งดอกมันงามกว่า เพราะพื้นที่ตรงนั้นมันแล้งกว่า มันเลยกลายเป็นว่าค่านิยมเราเปลี่ยน แล้วสัณฐานของเมืองก็เปลี่ยนจากเมืองชุ่มน้ำกลายเป็นเมืองบกมากขึ้นตามกัน

Photo: Ketsiree Wongwan
art4d: การหยิบพันธุ์ไม้พื้นถิ่นมาใช้บนอาคารมีความท้าทายอย่างไรบ้าง มีรูปแบบของ Life support system แบบไหนที่เราต้องคำนึงเป็นพิเศษ
TS: ความท้าทายหลักที่เราเจอคือ พอเราเลือกใช้ไม้พื้นถิ่นที่ส่วนใหญ่เป็นไม้ลุ่มน้ำนั้นต้องการความชุ่มชื้นในดิน เราจึงต้องจัดการเรื่องการทำให้ดินรักษากักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ให้ได้ จึงต้องใช้สเปคของดินเป็นดินเหนียวที่มีใบก้ามปูเยอะ เพราะต้องเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดีแต่ก็ต้องระบายน้ำด้วย ควบคู่ไปกับงานด้านวิศวกรรมที่ต้องรับโหลดของน้ำหนักทั้งจากดิน น้ำ และพืชพรรณ นี่จึงเป็นข้อจำกัดที่เราจำเป็นจะต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกเลยว่าเราต้องการโครงสร้างสำหรับรับต้นไม้ใหญ่ที่จุดไหน
ซึ่งวิธีการเลือกตำแหน่งต้นไม้ใหญ่ก็จะไปสัมพันธ์กับเรื่องสังคมหลายเรือนยอดที่จะส่งผลต่อทั้งการเติบโตและรูปทรงของใบ โดยวิธีการคือเราจะแบ่งต้นไม้ในโครงการออกเป็น 4 ส่วนในเชิงนิเวศวิทยา เริ่มต้นจาก T1 ซึ่งเป็นไม้เรือนยอดสูง เป็นไม้โครงสร้างหลักอย่างพวก ยางนา ตะเคียน รองลงมาเป็น T2 เป็นไม้รองที่สามารถเติบโตใต้ต้นใหญ่ได้ จะเป็นพวกตระแบก มะกอกน้ำ ถัดมาเป็นไม้พุ่มสูง ลำดับที่สามคือไม้พุ่มสูง (High Shrub) ที่ต้องพึ่งพาต้นไม้สูงในการให้ร่มเงา เช่น แก้วเจ้าจอม หอมเจ็ดชั้น ต้นพุด ตีนเป็ดน้ำ แล้วพื้นล่างค่อยเป็นไม้พุ่ม (Shrub) และไม้คลุมดินพื้นล่างที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในดินไว้
วิธีการคือเราเลยต้องหาจุดของต้น T1 ก่อนเพราะต้องเตรียม point load ที่ค่อนข้างเยอะคือราวๆ 3 ตันขึ้นไป โดยเราจะวางความลึกของดินไว้ที่ 1.5 เมตร ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่กำลังพอดี ถ้าลึกเกินเราต้องการดินเยอะขึ้น นำไปสู่การใช้คานที่ลึก เสาที่เยอะขึ้นอีกทั้งในบริบทของกรุงเทพฯ เองมีระดับความลึกเฉลี่ยของดินอยู่ที่ราว 1 เมตร หรือไปได้ถึง 1.5 เมตร จึงนับว่าที่ระดับนี้สอดคล้องทั้งกับสภาพแวดล้อมเดิมและความเป็นไปได้เชิงวิศวกรรม

Photo: Rungkit Charoenwat
art4d: พอพูดถึงเรื่องดิน คุณมีวิธีคิดในเรื่องของระบบโครงข่ายใต้ดินอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าดินเองก็เป็นที่อยู่ของจุลชีพหลายชนิด พอต้นไม้กับดินเหล่านี้ขึ้นมาอยู่บนตึก ความสัมพันธ์ของจุลชีพเหล่านี้ยังคงสามารถทำงานได้เหมือนเดิมหรือเปล่า
TS: ในที่สุดแล้วผมคิดว่ามันยังคงทำงานได้ แต่จะน้อยลง เนื่องจากโครงสร้างดินจะไม่เหมือนกับธรรมชาติโดยตรงซึ่งมันอาจจะยากที่จะให้เชื้อราในดินที่ทำงานได้เหมือนเดิม แม้เราจะคิดมาอย่างดี แต่การคาดหวังว่าจะให้มีเห็ดโคนเกิดขึ้นก็ดูจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากเหมือนกัน (หัวเราะ)
แต่สุดท้ายเรื่องจุลินทรีย์ใต้ดินเองก็เป็นเรื่องสำคัญในการทำให้ต้นไม้เติบโตได้ดี ซึ่งสิ่งที่เราทำจริงๆ ที่ใกล้เคียงในประเด็นนี้ที่สุดคือการที่เรากำหนดลงไปตั้งแต่ใน TOR สำหรับการประมูลผู้รับเหมาเลยว่าไม่ให้ใช้สารเคมีในการดูแลต้นไม้ ผู้รับเหมาเองเลยต้องคิดนำเสนอวิธีการควบคุมแมลงโดยไม่ใช้สารเคมีตั้งแต่แรก
ซึ่งผมเองก็เชื่อว่าการที่เราไม่ได้ไปรบกวนระบบจุลินทรีย์เดิมในดินนั้นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี แม้จะยังไม่ถึงขั้นมีงานวิจัยรองรับอย่างชัดเจน แต่จากที่สังเกตจริงในพื้นที่ก็เห็นได้ว่าปัจจัยนี้มีส่วนสนับสนุนระบบนิเวศโดยรวมพอสมควร
art4d: พอเราเลือกใช้ต้นไม้พื้นถิ่นที่อาจจะไม่ได้เป็นที่นิยมในท้องตลาดทำให้การทำงานกับแหล่งจำหน่ายต้นไม้มีความยากขึ้นหรือเปล่า
TS: มีความยากขึ้นพอสมควร บางต้นอาจจะไม่ได้มีขายตามร้านทั่วไป แต่ในมุมหนึ่งพอมันเป็นต้นไม้พื้นถิ่น มันมีอยู่แล้ว แต่แค่อาจจะไม่ได้หาซื้อง่ายนัก บางต้นผู้รับเหมาเองก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการไปเฟ้นหา เช่น ต้นช้างน้าว ต้นไม้บนอาคารส่วนใหญ่เราพยายามจะใช้ไม้จาก nursery ในขนาดที่ไม่เกิน 6-8 นิ้ว แต่ก็จะมีบางส่วนที่เป็นไม้ใหญ่มากกว่านั้นที่เราก็จะใช้ไม้ล้อมย้ายมาเสริมเพื่อให้เราสามารถกำหนดโครงของ space ได้ตั้งแต่วันแรก

Photo: Rungkit Charoenwat
art4d: ใน 5 ปีหลังจากนี้คิดว่าจะเห็นอะไรบ้าง
TS: เราอยากเห็นการทดแทนในทางนิเวศวิทยา Ecological Succession ไม้ยืนต้นอาจจะไม่โตกว่านี้มาก แต่พุ่มใบจะเต็มกว่านี้และแผ่ไปมากกว่าปัจจุบัน แต่ส่วนที่จะเห็นว่าโตและแน่นขึ้นจะเป็นชั้นที่รองลงมาอย่างพวกไม้พุ่มสูง (High Shrub) กับไม้พุ่ม (Shrub) อีกอย่างคือเราหวังว่าพวกสัตว์จะกลับมาในสวนมากขึ้น เช่น ผึ้งชันโรง ด้วงกว่าง แมงทับทิม ซึ่งก็ยังไม่มา ส่วนเพราะข้อจำกัดด้วยว่าสวนนี้มีคนเข้ามาใช้ค่อนเยอะด้วยซึ่งอาจจะทำให้สัตว์ไม่ค่อยกล้าเข้ามา แต่ที่คิดว่าจะมาแน่ๆ คือพวกแมลงอย่างผีเสื้อ แมลงปอ แมงมุม
เราอยากให้คนที่มาใช้งานพื้นที่ของเราจะรู้สึกถึง Sense of Place ของการเข้ามาอยู่ในธรรมชาติ เราพยายามสร้างความรับรู้ถึงสถานที่ที่มากกว่ามุมมองมิติเดียวทางการมองเห็น แต่เป็นเรื่องของเสียง สัมผัส และกลิ่น อย่างการทำทางเดินยกระดับลอยขึ้นมา ก็ทำให้ผู้ใช้งานเข้าใกล้ต้นไม้มากขึ้น เริ่มต้นเราอยู่ใต้ร่มไม้ของต้นไม้ใหญ่ พอเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเข้าใกล้กับใบไม้อย่างที่ในปกติไม่เคยเห็น ระหว่างเดินก็สามารถสัมผัสใบไม้ดอกไม้ได้เลย ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของระยะที่ทำให้ผู้คนเข้าใกล้ธรรมชาติได้มากขึ้น รวมทั้งการเลือกพรรณไม้ที่มีดอกมีผลก็ทำให้ผู้คนเห็นผลลัพธ์ของธรรมชาติ ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าอยู่ในธรรมชาติมากกว่าอยู่แค่ในสวน

Photo: Ketsiree Wongwan
art4d: จริงๆ แล้วถ้าเราพูดกันในภาพใหญ่ สวนดุสิตอรุณเพียงแห่งเดียวอาจจะไม่ได้สามารถแก้ไขปัญหาประเด็นเรื่องระบบนิเวศของเมืองได้ทั้งหมด คุณคิดว่าการพัฒนาคุณภาพพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ ควรจะดำเนินไปในทิศทางไหน ปัจจุบันเมืองยังติดเงื่อนไขหรือมีความท้าทายอะไรบ้าง และมีแนวทางแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร?
TS: ในประเทศไทย เรายังมีข้อจำกัดในเรื่องนโยบายและระบบสิทธิที่ดินของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคลหรือสิทธิเอกชนมากกว่าสิทธิส่วนรวม ทำให้ภาครัฐไม่มีเครื่องมือที่เด็ดขาดในการจัดรูปที่ดินหรือเวนคืนที่ดินเพื่อนำมาทำเป็นพื้นที่สาธารณะ หรือข้อกำหนดเรื่องพื้นที่สีเขียวได้เหมือนในประเทศจีนหรือประเทศแถบยุโรป ผมเลยคิดว่าจริงๆ แล้วมันอาจจะเริ่มต้นจากความ ‘ใจกว้าง’ ของเจ้าของโครงการเอกชน ที่ยอมสละพื้นที่บางส่วนให้กลายเป็น open space ให้กับเมือง เช่น การยอมสละพื้นที่ของโครงการเพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือแม้แต่การยอมร่นระยะเพื่อขยายพื้นที่ทางเท้าเข้ามาในเขตที่ดินของเอกชนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสัญจรของสาธารณะ
จริงๆ เราตั้งใจอยากให้สวนดุสิตอรุณเองเป็นโครงการที่เป็นต้นแบบให้ภาคเอกชนแห่งอื่นๆ หันมาให้ความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ส่วนบุคคลให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่สามารถมอบบริการเชิงนิเวศ (Ecological Service) และคืนประโยชน์กลับสู่ผู้คนในระดับเมืองได้ในอนาคตจริงๆ ซึ่งในนิยามของ ‘พื้นที่สีเขียว’ ที่มีคุณภาพนั้นก็ไม่ได้หมายถึงแค่การปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ อย่างเดียว แต่มันคือการที่เราคำนึงถึงบริบทของต้นไม้ที่แตกต่างกันออกไป ต้นไม้ที่ให้เราร่มเงา ต้นไม้ที่เราสัมผัสได้ ต้นไม้ในฐานะบ้านของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่ที่มากกว่าแค่การเป็นวัตถุให้ความงามแก่มนุษย์
อีกส่วนสำคัญคือเรื่องของค่านิยม ผมอยากลดความเป็นแฟชั่นของต้นไม้ลง คือแน่นอนว่าต้นไม้ที่เป็นที่นิยมในท้องตลาดเองก็เป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล เป็นเรื่องของความสวยงาม ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ต้นไม้บางต้นเองก็อาจจะไม่ได้เหมาะกับบ้านเราและต้องการการดูแลสูง อย่างเช่นต้นโอลีฟที่ซื้อขายกันในราคาสูงซึ่งเป็นพรรณไม้จากภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน เขาเองก็มีที่ของเขาในระบบนิเวศที่มีความจำเพาะของเขา ถ้าเอามาปลูกที่บ้านเรา มันอาจจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางนิเวศวิทยามากเท่ากับการที่เราเลือกใช้ไม้พื้นถิ่นที่มีความสัมพันธ์กับองคาพยพอื่นๆ เพราะสุดท้ายแล้วสังคมพืชเองก็เป็นแกนหลักสำคัญที่ทำให้องคาพยพอื่นๆ เติบโตต่อไปได้ ทั้งแมลง สัตว์ รา อากาศ ความชื้น หรือแม้แต่มนุษย์เองก็ตาม
landscapecollaboration.com
facebook.com/landscapecollaboration

Photo: Ketsiree Wongwan 



