art4d พูดคุยกับ Walter Koditek ถึงที่มาของหนังสือ Bangkok Modern: Architecture of the 1950s – 1970s มุมมองของเขาที่มีต่อสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในเอเชีย และอนาคตของมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้
TEXT: PRATCHAYAPOL LERTWICHA
PHOTO: WALTER KODITEK EXCEPT AS NOTED
(For English, press here)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ อาคารสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นในกรุงเทพฯ ค่อยๆ ล้มหายตายจากไปทีละหลัง ในปี 2019 ศาลาสวนอัมพรที่ออกแบบโดย กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ถูกรื้อถอนลง เช่นเดียวกับโรงแรมดุสิตธานี ผลงานของ Yozo Shibata ที่ถูกทำลายไป และเมื่อไม่นานมานี้ อาคารหุ่นยนต์อันโด่งดังฝีมือการออกแบบของสุเมธ ชุมสาย ก็ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหน้าตาไปจากเดิม
แน่นอนว่า หนังสือ Bangkok Modern: Architecture of the 1950s – 1970s ผลงานของวอลเตอร์ โคดิเท็ก ที่เพิ่งออกวางจำหน่าย จะไม่สามารถชุบชีวิตสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ขึ้นมาจากซากปรักหักพังได้ แต่วอลเตอร์ก็หวังว่า โปรเจกต์นี้ที่เขาเริ่มต้นจากความสนุก จะช่วยให้ผู้คนสนใจสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในกรุงเทพฯ ได้เห็นถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทำให้พวกมันได้รับการพูดถึงและจุดประกายให้เกิดการถกเถียงถึงแนวทางในการอนุรักษ์สมบัติล้ำค่าเหล่านี้ต่อไป
วอลเตอร์ โคดิเท็ก เติบโตและใช้ชีวิตในเยอรมนี ประเทศที่เป็นหนึ่งในต้นธารของรูปแบบและแนวคิดสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ก่อนที่เส้นทางอาชีพด้านผังเมืองจะพาเขาเดินทางมาสู่เอเชียและได้พบกับสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่แตกต่างออกไป เนื่องด้วยปัจจัยของภูมิอากาศ วัฒนธรรม และบริบททางเศรษฐกิจสังคม ด้วยความตื่นตาตื่นใจในสิ่งที่เขาได้พบเจอ วอลเตอร์เริ่มเก็บข้อมูลและบันทึกเรื่องราวสถาปัตยกรรมไว้ในรูปแบบหนังสือ โดยผลงานเล่มแรกของเขาคือ Hong Kong Modern: Architecture of the 1950s – 1970s ก่อนจะตามมาด้วยโปรเจกต์ล่าสุดเกี่ยวกับกรุงเทพฯ
art4d พูดคุยกับวอลเตอร์ถึงที่มาของหนังสือ Bangkok Modern มุมมองของเขาที่มีต่อสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในเอเชีย และอนาคตของมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้

Photo: Ketsiree Wongwan
art4d: อยากให้เล่าให้ฟังถึงพื้นเพของคุณ และจุดเริ่มต้นที่ทำให้มาทำงานในเอเชีย?
Walter Koditek: ผมมาเอเชียครั้งแรกในปี 1987 ตอนที่กำลังเรียนด้านผังเมืองที่ Technical University of Berlin และได้เดินทางแบกเป้เที่ยวเป็นครั้งแรก หลังจากนั้น ผมทำงานเป็นนักวางผังเมืองในสำนักงานต่างๆ ที่เบอร์ลินอยู่ราว 15 ปี แล้วก็ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยใกล้ๆ เบอร์ลินอีก 6 ปี
ระหว่างที่ทำงานด้านวิชาการ ผมได้ทำสตูดิโอออกแบบร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในเอเชียอยู่บ่อยครั้ง เคยทำเวิร์กช็อปในเวียดนาม สิงคโปร์ จีน และฮ่องกง ก็เลยทำให้ผมยังคงผูกพันกับเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอด

หลังหมดวาระการทำงานในมหาวิทยาลัย ผมได้ข้อเสนอให้ไปทำงานที่เมืองพระตะบองในกัมพูชา และที่ฮานอยในเวียดนาม ซึ่งที่นั่นเองผมได้ค้นพบสถาปัตยกรรมโมเดิร์นมากมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่ฮ่องกงอีกครั้ง เพราะภรรยาได้ข้อเสนอให้มาทำงานที่นี่
ผมอยู่ที่ฮ่องกงถึงสิบปี สำหรับสถาปนิก นักออกแบบเมือง และนักผังเมือง ฮ่องกงเป็นเมืองที่น่าตื่นตะลึง ทุกอย่างใหม่หมดสำหรับผม มันมีอะไรให้ดูเยอะมาก และนั่นทำให้ผมเริ่มจริงจังกับสถาปัตยกรรมโมเดิร์นมากขึ้น ผมเดินสำรวจไปทั่วเมือง ถ่ายภาพอาคารโมเดิร์นในฮ่องกงอย่างจริงจัง
ปลายปี 2019 ตอนที่โควิดเริ่มระบาด ผมเกิดไอเดียว่าจะทำหนังสือเกี่ยวกับอาคารเหล่านี้ในฮ่องกง แรงบันดาลใจมาจากคู่มือสถาปัตยกรรมกรุงพนมเปญที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ DOM ซึ่งผมเคยร่วมเขียนด้วย หนังสือฮ่องกงเล่มนั้นผมรวมงานวิจัยเกี่ยวกับภูมิหลังของอาคาร ประวัติของสถาปนิก เหตุผลที่อาคารเหล่านั้นมีหน้าตาแบบที่เป็นอยู่ รวมถึงการจัดกลุ่มรูปแบบอาคาร (typology) ในฮ่องกง มันกลายเป็นโปรเจกต์ใหญ่ชิ้นแรกของผมเลย
art4d: อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณหลงใหลในสถาปัตยกรรมโมเดิร์น?
WK: ผมเริ่มรู้จักสถาปัตยกรรมโมเดิร์นตอนเรียนอยู่ที่เบอร์ลิน ระหว่างปี 1986 ถึง 1992 ซึ่งเป็นช่วงที่กำแพงเบอร์ลินพังทลายลงในปี 1989 และผมมีโอกาสได้เดินทางเข้าไปยังเบอร์ลินตะวันออกเป็นครั้งแรก ตอนนั้นผมเรียนวิชาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในเบอร์ลิน และได้ลงพื้นที่สำรวจโครงการเคหะสาธารณะยุคโมเดิร์นจากช่วงทศวรรษ 1920s และ 1930s ซึ่งเป็นผลงานของสถาปนิกอย่าง Martin Wagner, Bruno Taut และ Walter Gropius ซึ่งผมประทับใจมาก
พอผมเดินทางมาทำงานในเอเชีย ผมก็พบว่าสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือที่ฮ่องกงนั้นมีลักษณะแตกต่างจากที่ผมเคยเห็นในเบอร์ลินอย่างชัดเจน อย่างแรกเลยก็คือ อาคารเหล่านี้ถูกออกแบบให้เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน อาคารส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุค 1950s จนถึงต้นยุค 1980s จะมีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ช่วยในการระบายอากาศ มีแผงบังแดด การจัดวางแปลนเพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศ ซึ่งทั้งหมดนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมยิ่งสนใจและอยากศึกษาเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมโมเดิร์นให้มากขึ้น

Photo: Ketsiree Wongwan
art4d: หนังสือ Bangkok Modern: Architecture of the 1950s – 1970s เกิดขึ้นได้อย่างไร?
WK: โปรเจกต์กรุงเทพฯ เกิดขึ้นหลังจากโปรเจกต์ฮ่องกง ผมเริ่มสำรวจกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2017 แล้วก็กลับมาอีกหลายครั้งตลอดหลายปีหลังจากนั้น ผมเดินสำรวจเมืองเป็นระยะทางกว่า 250 กิโลเมตร ถ่ายภาพอาคารโมเดิร์นไปเรื่อยๆ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นหนังสืออะไร แค่ถ่ายรูปสะสม ตระเวนดูสนุกๆ เท่านั้นเอง แต่พอหนังสือฮ่องกงออกไปแล้วขายหมดอย่างรวดเร็ว ผมก็คิดว่าน่าจะทำเล่มกรุงเทพฯ ต่อเลย
หนังสือเล่มนี้เป็นลูกผสมครับ เป็นทั้ง coffee table book ที่มีภาพถ่ายแบบเต็มหน้า และก็มีส่วนที่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติของอาคาร ตัวสถาปนิก และบริบทของอาคารนั้นๆ ส่วนที่สามจะเป็นเนื้อหาที่เข้มข้นขึ้นในเชิงวิชาการ ซึ่งผมชวนอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เช่น อาจารย์ชมชน ฟูสินไพบูลย์, อาจารย์พีรศรี โพวาทอง และอาจารย์พินัย สิริเกียรติกุล มาร่วมเขียนบทความ และยังมี photo essay จาก Foto_momo หรือ วีระพล สิงห์น้อย ด้วย
จะว่าไปผมทำหนังสือเล่มนี้ด้วยความสนุกเป็นหลักเลยครับ แต่ระหว่างที่ทำ ก็มีอาคารสำคัญยุคโมเดิร์นหลายแห่งถูกรื้อถอน อย่างโรงหนังสกาล่าหรือโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งอาคารแบบนี้ในไทยยังไม่มีการคุ้มครองที่เป็นรูปธรรม ดังนั้นหนังสือเล่มนี้เลยอาจมีส่วนช่วยในการสร้างการรับรู้ว่า กรุงเทพฯ เองก็มีสถาปัตยกรรมยุคนี้ที่ทรงคุณค่าและมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ แม้เราจะไม่สามารถรักษาทุกหลังไว้ได้ แต่ก็ควรมีการพูดคุยกันในวงกว้างถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ว่าควรรักษาอาคารไหนไว้ และควรจะทำอย่างไร การมีพื้นที่สื่อมากขึ้น มีงานตีพิมพ์มากขึ้น ก็จะยิ่งช่วยให้การพูดคุยนี้ขยายวงออกไปได้มากขึ้น

ซ้ายบน – Kasikorn Bank, Bang Krabue Branch (ธนาคารกสิกร สาขาบางกระบือ) | ขวาบน – Kasikorn Bank, Bang Lamphu Branch (ธนาคารกสิกร สาขาบางลำพู) | ซ้ายล่าง – Kasikorn Bank, Maha Chai Road Branch (ธนาคารกสิกร สาขาถนนมหาไชย) | ขวาล่าง – Kasikorn Bank, Phetchaburi Road Branch (ธนาคารกสิกร สาขาถนนเพชรบุรี)
art4d: ทำไมคุณถึงเลือก Holiday Inn Silom ที่ออกแบบโดย แดน วงศ์ประศาสน์ มาไว้บนหน้าปกหนังสือ?
WK: ผมชอบ façade ของมันครับ มันดูสะดุดตา และในขณะเดียวกันก็มีความนามธรรมอยู่ในตัว แถมยังมีลูกเล่นที่สนุกมากอย่างหน้าต่างแบบ bay window หรือมุขหน้าต่างที่ยื่นออกมาจากผนัง ซึ่งลึกพอให้คนเข้าไปนั่งได้อย่างสบาย มันเป็นดีไซน์ที่ฉลาดและมีเสน่ห์มากเลย

art4d: มีความท้าทายอะไรบ้างในการทำหนังสือเล่มนี้?
WK: อย่างแรกคือเรื่องภาษา เอกสารที่เป็นภาษาอังกฤษนั้นหาได้น้อยมาก ส่วนอีกอย่างคือเรื่องสายไฟครับ กรุงเทพฯ ยังมีสายไฟฟ้าหนาแน่นเต็มถนน ทำให้ถ่ายภาพอาคารแบบชัดๆ โดยไม่มีสิ่งกีดขวางได้ค่อนข้างยาก
art4d: แล้วโปรเจกต์ในกรุงเทพฯ กับฮ่องกงต่างกันอย่างไร?
WK: ฮ่องกงมีฐานข้อมูลออนไลน์ที่ครอบคลุมมาก อย่างเช่นนิตยสารสถาปัตยกรรมจากยุค 1960s–70s ที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงสแกนเก็บไว้ในรูปแบบดิจิทัล รวมถึงฐานข้อมูลของกรมโยธาธิการที่มีแบบแปลนสถาปัตยกรรมของอาคารต่างๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สองให้ดูออนไลน์ได้เลย ซึ่งนั่นช่วยในการทำหนังสือได้อย่างมาก มันเหลือเชื่อเลยครับ
ส่วนของกรุงเทพฯ ต้องบอกว่าทำยากกว่ามาก เพราะยังไม่มีระบบฐานข้อมูลแบบนั้น ผมต้องอาศัยการค้นคว้าจากหนังสือเชิงวิชาการของอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1990s ถึงต้น 2000s บทความวิชาการ หรือวิทยานิพนธ์ที่เน้นศึกษาสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในไทย บางเล่มเป็นภาษาอังกฤษ แต่หลายเล่มก็เป็นภาษาไทยซึ่งผมยังไม่ถนัดพอ ต้องใช้เครื่องมือแปลภาษาเพื่อช่วยทำความเข้าใจ นอกจากนี้ผมยังค้นพบภาพเขียนแบบเก่าๆ และภาพถ่ายจากหลายแหล่งอย่างผลงานของ ฤกษ์ดี โพธิวนากุล, Foto_momo หรือ วีระพล สิงห์น้อย

Photo: Ketsiree Wongwan
art4d: นอกเหนือจากการปรับให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแล้ว คุณเห็นความแตกต่างอะไรอีกบ้างระหว่างสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในเอเชียกับในเบอร์ลินหรือโลกตะวันตก?
WK: ในเอเชีย สถาปัตยกรรมสามารถผสานความเป็นท้องถิ่นและรูปแบบดั้งเดิมเข้ากับหลักการของความเป็นโมเดิร์นได้อย่างกลมกลืน ซึ่งแตกต่างจากที่ผมเคยเห็นในยุโรปหรือสหรัฐฯ ที่อาคารที่มีรูปแบบสากลและดูเหมือนว่ามันสามารถถูกเอาไปวางไว้ที่ไหนในโลกก็ได้
อย่างที่ผมเห็นในไทย กัมพูชา หรือเวียดนาม สถาปัตยกรรมมักจะมีองค์ประกอบที่สื่อถึงท้องถิ่น อย่างในไทย สถาปนิกบางคนดึงเอาลวดลายประดับตกแต่งแบบไทยดั้งเดิมมาประยุกต์ใช้ในบล็อกช่องลมคอนกรีต เป็นองค์ประกอบแบบโมเดิร์นที่ยังสอดแทรกกลิ่นอายความเป็นไทยไว้ด้วย

Krung Thai Bank, Suan Mali Branch (ธนาคารกรุงไทย สาขาสวนมะลิ)
art4d: แต่ภายในเอเชียเองก็มีความหลากหลายกันอยู่มาก อะไรคือปัจจัยที่คุณคิดว่าทำให้เกิดความแตกต่างนี้?
WK: มีหลายปัจจัยเลยครับที่ทำให้สถาปัตยกรรมโมเดิร์นในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้ใช้ ของตลาด หรือกฎหมายควบคุมอาคารที่ไม่เหมือนกัน ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่หล่อหลอมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในรูปแบบต่างๆ
อย่างในฮ่องกงที่พื้นที่มีจำกัดมาก และข้อบังคับด้านอาคารก็เข้มงวดมาก สถาปนิกจึงต้องคิดหาแนวทางแก้ไขในแนวตั้ง เราจึงได้เห็นอาคารโบสถ์ที่มีทั้งห้องโถงอเนกประสงค์ส่วนกลาง ห้องประกอบพิธี และห้องเรียนเรียงซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ ด้านบนยังมีอพาร์ตเมนต์ที่เป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ของโบสถ์ มันเป็นอาคารแนวตั้งลูกผสมที่มีฟังก์ชันหลายอย่างผสมผสานกันอยู่
สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจสังคมของแต่ละประเทศก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ อย่างในกัมพูชา หลังจากได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 1953 ก็มีโครงการก่อสร้างครั้งใหญ่เกิดขึ้นตามมา สถาปนิกชาวกัมพูชาหลายคนที่ไปศึกษาต่อในฝรั่งเศสได้กลับมาร่วมสร้างสาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารต่างๆ ซึ่งสถาปัตยกรรมในยุคนั้นจึงสะท้อนภาพของชาติที่กำลังเดินหน้าพัฒนาอย่างภาคภูมิใจในอิสรภาพของตน ขณะที่ในประเทศไทย สถาปัตยกรรมโมเดิร์นได้รับอิทธิพลจากการเข้ามาของกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็น เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุค 1970s ซึ่งนำไปสู่การก่อสร้างอาคารใหม่ๆ ที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีอาคารสูงขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงแรม หรืออาคารสำนักงาน
พื้นเพและการศึกษาของสถาปนิกก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อแนวทางการออกแบบ สถาปนิกกัมพูชาส่วนใหญ่ได้รับการฝึกฝนจากฝรั่งเศส ส่วนสถาปนิกไทยจำนวนมากจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร สิ่งที่ผมพบว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทยก็คือ ความขี้เล่นในงานออกแบบ บางครั้งปรากฏออกมาในรูปแบบของลวดลายตกแต่งที่หยิบยืมมาจากศิลปะไทย บางครั้งก็แทรกอยู่ในแนวคิดทั้งระบบของอาคาร อย่างเช่น อาคารหุ่นยนต์ ของสุเมธ ชุมสาย
ผมจะของอ้างคำของศาสตราจารย์ Johannes Widodo จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เขาเคยกล่าวถึงสถาปัตยกรรมโมเดิร์นในเอเชียว่าเป็น ‘modernism with a small M’ หรือโมเดิร์นที่เขียนด้วย m ตัวเล็ก ไม่ใช่ Modernism ตัวใหญ่แบบที่เรามักจะนึกถึงงานของบาวเฮาส์ (Bauhaus) หรือ International Style ที่ดูคล้ายกันไปหมดทั่วโลก เพราะในเอเชีย modernism มีความหลากหลาย เป็นอาคารโมเดิร์นแบบลูกผสมที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริบท

Chulalongkorn University, Sala Phra Kieo (ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
art4d: คุณมีอาคารสไตล์โมเดิร์นที่คุณชอบที่สุดในกรุงเทพฯไหม?
WK: ผมเลือกไม่ถูกเลยครับ เพราะมีหลายหลังมากที่ชอบ แต่ผมชื่นชอบผลงานของอมร ศรีวงศ์ และกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยาเป็นพิเศษ มันมีทั้งความกล้า ความแปลกใหม่ และลักษณะของงานเชิงทดลองสูงมาก บทที่ผมชอบที่สุดในหนังสือคือบทโรงแรมเพราะโรงแรมในกรุงเทพฯ จากยุค 1960s และ 70s มีดีไซน์ที่เจ๋งๆ มากมายจริงๆ ครับ
facebook.com/walter.koditek
instagram.com/wkoditek
instagram.com/bangkokmodernistfacades

Photo: Ketsiree Wongwan 








