ชุมชนคู่ขนานริมทางรถไฟ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวอย่างมีนัยยะท่ามกลางวิกฤตอุตสาหกรรม ผ่านการค้นคว้าโดยสองสถาปนิก เจอร์รี่ หง (Jenchieh Hung) และกุลธิดา ทรงกิตติภักดี จาก HAS design and research
TEXT: JENCHIEH HUNG & KULTHIDA SONGKITTIPAKDEE
PHOTO: HAS DESIGN AND RESEARCH
(For English, press here)
ชุมชนฝุ่นสวนอ้อยริมทางรถไฟหนึ่งในกรณีศึกษานี้ได้ถูกถ่ายทอดไว้ในหนังสือ Chameleon Architecture: Shifting / Adapting / Evolving เล่มล่าสุดของพวกเขา กำลังเผชิญกับปัญหามลพิษจากโรงงานปูนซีเมนต์ที่ตั้งอยู่ใกล้เคียง ชาวบ้านจึงหาวิธีป้องกันให้กับบ้านของตนด้วยวัสดุราคาประหยัดเสมือนบังเกอร์ป้องกันภัย ขณะที่พื้นที่รกร้างริมทางรถไฟกลับถูกแปลงโฉมให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางอันมีชีวิตชีวา เกิดเป็นภาพคู่ขนานที่ขัดแย้งกันระหว่างการปกป้องและการเปิดรับสะท้อนวิวัฒนาการของชุมชนรากหญ้า
ชุมชนฝุ่นสวนอ้อยริมทางรถไฟนี้ตั้งอยู่ในย่านพระโขนง กรุงเทพฯ คือพื้นที่ศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวทางสถาปัตยกรรม ความยืดหยุ่นของชุมชน และการสร้างสายสัมพันธ์ท่ามกลางความท้าทายของเมืองและอุตสาหกรรม ด้วยที่ตั้งที่อยู่ระหว่างโรงงานปูนซีเมนต์และทางรถไฟรกร้าง ชุมชนแห่งนี้สะท้อนสองท่าทีที่แตกต่างแต่เกื้อหนุนกันด้วยการปกป้องตนเองจากมลพิษ และการเปิดพื้นที่สาธารณะสีเขียวบนแนวรถไฟในการใช้พื้นที่ร่วมกันภายในชุมชน โดยสถาปนิก เจอร์รี่ หง และกุลธิดา ทรงกิตติภักดี แห่ง HAS design and research ได้ตีความผ่านมุมมองงานค้นคว้าทางสถาปัตยกรรมและพลวัตชุมชน พบว่าการปรับตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นแก่นหลักของชุมชนแห่งนี้ทั้งในการปกป้องและแบ่งปัน แยกตัวและเชื่อมโยง รวมถึงการตั้งรับและต้อนรับที่เกิดขึ้นในแต่ละบริบท


ฟากหนึ่งของหมู่บ้านที่ติดถนนสาธารณะต้องเผชิญกับฝุ่นละอองจากการผลิตของโรงงานปูนซีเมนต์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่รถบรรทุกหินและทรายหลายสิบคันแล่นผ่านทุกวันยิ่งซ้ำเติมสภาวะแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ในการรับมือกับสถานการณ์นี้ชาวบ้านได้ปรับเปลี่ยนบ้านของตนให้กลายเป็นพื้นที่ป้องกันภัย โดยใช้วัสดุราคาประหยัดที่หาได้ทั่วไปในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นไม้กระดาน ผ้าใบพีวีซี หรือแผ่นเมทัลชีท ปิดผนึกช่องเปิดหน้าต่างและผนัง จนเป็นบังเกอร์ที่คอยป้องกันมลพิษ ผิวอาคารที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวนี้มุ่งเน้นความปลอดภัยและสุขภาพของผู้อยู่อาศัย เป็นกำแพงกายภาพที่คั่นกลางระหว่างชุมชนกับสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมอันเป็นปฏิปักษ์
ในทางตรงกันข้ามชายขอบอีกด้านของหมู่บ้านติดกับทางรถไฟรกร้างกลับถูกชาวบ้านพลิกฟื้นให้กลายเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่มีชีวิตชีวา รางรถไฟเก่ากลายเป็นพื้นที่ครัว ลานซักผ้า มุมพักผ่อน และสวนเขียวขจี พร้อมด้วยอ่างล้างมือ เฟอร์นิเจอร์ และพืชพันธุ์ที่เติบโตอย่างงดงาม ต้นไม้ใหญ่กลางพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมทางธรรมชาติ ที่บ้านทุกหลังพร้อมใจหันหน้าเข้าหามัน ร้อยเรียงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของชุมชน พื้นที่นี้กลายเป็นส่วนขยายอย่างไม่เป็นทางการของวิถีชีวิตในบ้าน เชื่อมพื้นที่ส่วนตัวเข้ากับพื้นที่สาธารณะอย่างไร้รอยต่อ
หากจะเปรียบกันแล้วด้านที่หันสู่โรงงานแสดงตัวอย่างปิดกั้น แข็งแรง และเก็บตัว ขณะที่อีกด้านที่หันสู่รางรถไฟกลับเปิดกว้างต่อการปฏิสัมพันธ์ การแลกเปลี่ยน และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การดำรงอยู่ของสองกลยุทธ์ในพื้นที่ที่แตกต่างกันเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมมิได้ตอบสนองเพียงความต้องการทางกายภาพเท่านั้น หากยังโอบรับความผูกพันทางสังคมและสุขภาวะทางอารมณ์ของผู้คนอีกด้วย

ชุมชนฝุ่นสวนอ้อยริมทางรถไฟดำเนินชีวิตอยู่บนจังหวะที่ประสานกันแบบคู่ขนาน ด้านหนึ่งคือความสันโดษและการปกป้องที่ตอบสนองต่อรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่หลีกหนีจากมลพิษสิ่งแวดล้อม อีกด้านคือการเปิดกว้างและต้อนรับที่แสดงออกถึงรากเหง้าของความผูกพันในชุมชน เส้นทางคู่ขนานทั้งสองเส้นนี้มีสองด้าน ด้านหนึ่งเสมือนเจ้าสาวที่มีผ้าคลุมหน้า ปิดกั้นสายตาจากการรุกราน อีกด้านคือชุมชนอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิตชีวารวมตัวกันใต้ร่มไม้ใหญ่ ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ใช่ความขัดแย้งหากแต่ดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน สะท้อนถึงศักยภาพการปรับตัวอันน่าทึ่งของชุมชน พื้นผิวอาคารที่ปิดสนิทไม่ใช่เพียงเกราะป้องกัน แต่มันคือสัญลักษณ์ของความยืนหยัดและการพึ่งพาตนเอง ในขณะเดียวกัน ทางสัญจรริมรางรถไฟที่กลายเป็นพื้นที่ส่วนรวม กลับบอกเล่าถึงความปรารถนาในการเชื่อมโยงและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกันของผู้คน แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายก็ตาม


ชุมชนฝุ่นแห่งนี้ถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงพลังบนจุดตัดระหว่างสถาปัตยกรรม ชุมชน และการยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง แสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นสามารถวิวัฒน์ได้ผ่านนวัตกรรมบนพื้นฐานที่มี ไม่เพียงเพื่อรับมือต่อมลพิษทางอุตสาหกรรม แต่โอบรับความต้องการเชิงลึกของมนุษย์ต่อการเชื่อมโยงและการเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เมื่อมองผ่านการค้นคว้าทางสถาปัตยกรรม หมู่บ้านแห่งนี้ก้าวข้ามแนวคิดการอยู่รอดในเมืองและยืนหยัดเป็นต้นแบบของการปรับตัวอย่างยืดหยุ่นที่สะท้อนถึงกระแสกว้างในแนวคิดเมืองยั่งยืนที่สถาปัตยกรรมต้องทำหน้าที่ทั้งปกป้องและเชื่อมโยง ปลีกตัวเมื่อจำเป็น แต่ยังคงแสวงหาวิธีเปิดพื้นที่ให้กับชีวิตร่วมกันเสมอ ชุมชนฝุ่นสวนอ้อยริมทางรถไฟมิได้ถูกนิยามด้วยความยากลำบากที่เผชิญ แต่เป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์และการหลอมรวมพื้นที่ระหว่างการปกป้องและการเปิดรับ ที่ยังต่อสู้ด้วยความยืนหยัดและรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชุมชนบนโลกาภิวัฒน์นี้ที่ยังดำเนินต่อไป


เนื้อหาในบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ Chameleon Architecture: Shifting / Adapting / Evolving เขียนโดย Jenchieh Hung & Kulthida Songkittipakdee จาก HAS design and research สามารถสั่งซื้อได้ที่: https://art4d.com/product/chameleon-architecture
facebook.com/hasdesignandresearch
instagram.com/has.design.and.research












