Constellation of Complicity นิทรรศการที่เชื่อมโยงเสียงของผู้พลัดถิ่นและผู้ต่อต้านอำนาจนิยมจากทั่วโลกสู่ใจกลางกรุงเทพฯ
TEXT: TUNYAPORN HONGTONG
PHOTO: KETSIREE WONGWAN
(For English, press here)
ถึงจะเริ่มจัดแสดงมาตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม แต่กว่าหลายคนจะมารู้จักนิทรรศการนี้ก็ราวกลางเดือนถัดมาแล้ว เมื่อผลงานวิดีโอชิ้นหนึ่งถูกสั่งให้หยุดฉาย ธงชาติสองประเทศที่อยู่ในอินสตอเลชันถูกถอดออก รวมทั้งชื่อและประเทศบ้านเกิดของศิลปินกลุ่มหนึ่งก็ถูกปิดทับด้วยแถบสีดำ

Constellation of Complicity เป็นนิทรรศการกลุ่มของศิลปินจากนานาชาติที่ล้วนเคยเผชิญหรือถูกทำให้พลัดถิ่นจากผลพวงของรัฐอำนาจนิยม โดยในจำนวนศิลปิน 11 ราย และอีก 1 กลุ่มนั้น มีศิลปินชาวฮ่องกง ทิเบต และอุยกูร์ รวมอยู่ด้วย บทความออนไลน์ของบีบีซีรายงานว่าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ (BACC) อาจได้รับแรงกดดันจากสถานทูตจีนที่ส่งผ่านมายังกระทรวงการต่างประเทศและกรุงเทพมหานคร ว่านิทรรศการนี้อาจเสี่ยงต่อการสร้างความตึงเครียดทางการทูตระหว่างไทยและจีน ส่วนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยกล่าวว่า นิทรรศการนี้ส่งเสริมเอกราชของทิเบต และนั่นเองคือสาเหตุของการเซ็นเซอร์ผลงานและอัตลักษณ์ของศิลปินจาก 3 ประเทศดังกล่าว

art4d ไปดูนิทรรศการนี้หลังจากที่เกิดการปิดกั้นเนื้อหาไปแล้ว ทำให้ได้รับชมนิทรรศการที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ (แต่เราก็ได้ดูผลงานวิดีโอของศิลปินชาวทิเบต Tenzin Mingyur Paldron จาก YouTube ในภายหลังอยู่ดี) อย่างไรก็ตามการเซ็นเซอร์ (censorship) ที่เกิดขึ้นในศิลปะ มักนำไปสู่ความหมายใหม่เสมอ โดยผู้ที่ทำการเซ็นเซอร์เองก็อาจไม่รู้ตัวว่าเป็นคนสร้างความหมายดังกล่าวขึ้น และในนิทรรศการครั้งนี้ ทั้งแถบสีดำเล็กๆ ที่ปิดทับชื่อศิลปินชาวฮ่องกง ทิเบต และอุยกูร์ แถบสีดำที่หนาและใหญ่กว่านั้นที่ปิดทับธงชาติของทิเบตและอุยกูร์ รวมทั้งจอทีวีที่มืดดำและหยุดนิ่งของ Tenzin ไม่เพียงแสดงให้เราเห็นถึงระบอบอำนาจนิยมชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่สีดำเหล่านั้นยังเหมือนการไว้ทุกข์ให้กับศิลปินและผู้พลัดถิ่นจากประเทศบ้านเกิดทั่วโลกที่อำนาจนั้นยังคงติดตามเขาไปไม่ลดละ
หลังจากยืนมองแถบสีดำที่ปิดทับชื่อศิลปินทั้ง 4 บนแผนผังด้านหน้าทางเข้าแกลเลอรี เมื่อเดินเข้ามา เราเจอกับผลงานชิ้นแรกที่อยู่ในโทนสีดำเช่นกัน ‘In the Mother’s Arms’ โดยศิลปินชาวรัสเซีย Taisiya Krugovykh และ Vasily Bogatov เป็นอินสตอเลชันรูปทรงคล้ายเปลเด็กที่ถูกคลุมด้วยผ้าลูกไม้สีดำผืนใหญ่ ตัวเปลนั้นแกว่งไกวคลอกับเสียงเพลงกล่อมเด็ก แต่ทั้งภาพและเสียงที่ออกมา รวมทั้งการจัดแสดงผลงานชิ้นนี้ในห้องสีแดงท่ามกลางแสงไฟสลัว ทำให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นน่าสะพรึงและโศกเศร้า โดยเฉพาะถ้าเข้าใจภาษารัสเซียก็จะพบว่าเนื้อเพลงกล่อมเด็กนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับถ้อยคำสัญญาระหว่างรัสเซียและเมียนมา ว่ารัสเซียที่เป็นประเทศมหาอำนาจจะจัดหายุทโธปกรณ์ส่งให้เพื่อให้เมียนมานำไปปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย (ถ้อยสัญญาถูกแปลงเป็นเนื้อเพลงโดย AI)

เสียงเพลงกล่อมเด็กนั้นเอื่อยเฉื่อยล่องลอย แต่แล้วเมื่อเดินทะลุไปยังห้องถัดไป เสียงเพลงที่ว่าก็ถูกแทนที่ด้วยดนตรีแรปของ Toomaj Salehi ทั้งจากมิวสิควิดีโอเพลง ‘Normal’ ที่ฉายอยู่บนจอใหญ่ และอีกสองเพลงที่ดังออกมาจากหูฟังที่ห้อยอยู่ ราวกับเชื้อเชิญให้เราเข้าไปทำความรู้จัก ‘เสียง’ นั้น
Toomaj Salehi ถือเป็นคนมีชื่อเสียงของอิหร่านโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ เพราะนอกจากจะเป็นนักเคลื่อนไหวและนักดนตรีแรปที่ใช้ดนตรีของเขาเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนที่ถูกกดขี่จากรัฐบาลแล้ว เขายังเข้าร่วมกับกลุ่ม Woman, Life, Freedom ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านหลังการเสียชีวิตของ Mahsa Amini หญิงชาวอิหร่านที่ถูกจับในข้อหาแต่งกายไม่เหมาะสมและเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว โดยในการประท้วงครั้งนี้เอง Toomaj ถูกจับกุมตัวและต้องโทษสูงสุดของอิหร่าน เขาถูกนำไปขังเดี่ยวโดยระหว่างนั้นมีข่าวว่าเขาถูกทรมานและต้องผ่านสภาวะที่บั่นทอนทั้งร่างกายและจิตใจ การคุมขัง Toomaj ทำให้เรื่องของเขาโด่งดังไปทั่วโลก องค์กรสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้รัฐบาลอิหร่านปล่อยตัวเขา จนในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งปีเขาจึงได้รับอิสรภาพ

ดีกรีไอคอนของ Toomaj นั้นน่าสนใจแค่ไหน ส่วนหนึ่งสามารถดูได้จากกราฟิตีดิจิทัล 2 ชิ้น ที่ติดตั้งอยู่ตรงข้ามผลงานของเขา ชิ้นแรกคือ ‘Music is not a crime’ (2025) ของ Karla Mohtashemi ที่เป็นภาพของ Toomaj และการเคลื่อนไหวของกลุ่ม Woman, Life, Freedom ส่วนอีกชิ้นเป็นผลงานของ Shahrzad Orang ที่ใช้ชื่อตรงตัวว่า ‘Toomaj Salehi’ (2025) เสมือนเป็นการเชิดชูและอุทิศให้แก่การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวอิหร่านของ Toomaj ที่ต้องแลกมาด้วยอะไรต่างๆ มากมาย

จากรัสเซีย อิหร่าน ก็มาถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีสถานการณ์ไม่ต่างจากสองประเทศแรกเท่าไร นั่นคือ เมียนมา หลังจากรัฐประหารในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 เมียนมาตกอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหาร ประชาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลถูกปราบปราม สื่อทั้งหลายถูกปิด บรรณาธิการ นักข่าว นักการเมือง หลายคนถูกจับกุม และเกิดการต่อสู้ระหว่างกองกำลังติดอาวุธและกองกำลังทหาร ในนิทรรศการครั้งนี้ เราได้เห็นภาพเหตุการณ์เหล่านั้นผ่านฝีมือของ SACCA กลุ่มช่างภาพชาวเมียนมาที่รวมตัวกันเพื่อบันทึกและนำเสนอเรื่องราวการต่อสู้ของประชาชน กองกำลังติดอาวุธ สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้นของเพื่อนร่วมชาติ และการสูญเสียระหว่างหนทางสู่อิสรภาพ ช่างภาพใน SACCA มีทั้งช่างภาพแนวสตรีทและช่างภาพข่าวที่แม้สำนักข่าวของตนเองจะถูกสั่งให้ปิดตัวลง แต่พวกเขาก็ยังยืนหยัดที่จะออกมาบันทึกภาพของเหตุการณ์ต่างๆ เก็บไว้เพราะหวังว่าความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศของพวกเขาจะไม่สูญหายและเรื่องราวของประชาชนจะไม่ถูกลืม
ศิลปินจากเมียนมาอีกคนหนึ่งคือ Sai ▇▇▇ ศิลปินชาวไทใหญ่ คิวเรเตอร์ และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Myanmar Peace Museum โครงการที่มีจุดประสงค์อนุรักษ์หลักฐานของอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ส่งเสริมความทรงจำส่วนรวม การเยียวยา และกระบวนการยุติธรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่ง Myanmar Peace Museum ก็คือคิวเรเตอร์ของนิทรรศการครั้งนี้ ด้วยประวัติชีวิตส่วนตัวที่มีพ่อเป็นอดีตรัฐมนตรีของรัฐฉานที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อเกิดรัฐประหารก็ถูกควบคุมตัวไปสอบสวนและบ้านเกิดของเขายังถูกกองทัพโจมตีทางอากาศ ทำให้ Sai ▇▇▇ จำเป็นต้องทำงานศิลปะและเคลื่อนไหวภายใต้ชื่อ Sai ที่เป็นนามแฝง รวมทั้งแถบดำที่เขาใช้ห้อยท้ายชื่อก็อาจเป็นการสื่อถึงสภาวะที่เขาถูกคุกคาม จึงจะเป็นต้องเซ็นเซอร์อัตลักษณ์ตัวเองเช่นนี้ Sai ▇▇▇ ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2021 และแม้จะมาร่วมงานเปิดนิทรรศการนี้ที่กรุงเทพฯ แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้นก็มีข่าวว่าเขารีบออกเดินทางขอลี้ภัยไปยังสหราชอาณาจักรด้วยเหตุผลด้านความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น


ผลงานของ Sai ▇▇▇ ในนิทรรศการครั้งนี้คือ ‘The Regimes That Hold Hands’ (2025) ภาพพิมพ์ดิจิทัลขนาดใหญ่ที่เป็นรูปผู้นำเผด็จการหรือรัฐบาลที่ใช้อำนาจอย่างเข้มงวดจากหลายประเทศ โดยในรูปนั้น ผู้นำทุกคนแสดงท่าทางยื่นมือข้างหนึ่งออกมาเหมือนเวลากำลังจะจับมือกับอีกฝ่ายหนึ่ง และรายล้อมผู้นำเหล่านั้นคือกราฟิกที่แสดงภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์และข้อมูลต่างๆ ราวกับจะสื่อถึงการที่ผู้นำจากประเทศเหล่านั้นสนับสนุนด้านอาวุธซึ่งกันและกันเพื่อรักษาอำนาจของตนไว้ โดยอาวุธเหล่านั้นถูกนำไปใช้ปราบปรามประชาชน

หลังจากนั้น เราก็จะก้าวเข้าสู่ผลงานของศิลปินที่ถูกปิดทับชื่อและชาติกำเนิด รวมทั้งผลงานบางส่วนของเขา ศิลปินคู่แรกคือ Clara Cheung & Gum Cheng Yee Man จากฮ่องกง ผลงานของพวกเขา ‘Anti-Spy Spy Club’ (2025) พูดถึงการที่รัฐเผด็จการคอยสอดแนมประชาชนตลอดเวลาเพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่อ้างว่ามีผลต่อความมั่นคงของชาติ ในฐานะประชาชนที่ถูกบิ๊กบราเธอร์จับตามอง พวกเขาแนะนำด้วยอารมณ์ขันว่า เราต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการต่อต้านการถูกสอดแนม ซึ่งการจะลุกขึ้นมาต่อต้านการถูกสอดแนมได้ เราก็ต้องมีทักษะบางอย่างแบบสายลับ ในผลงานจัดวางชิ้นนี้ ทั้งคู่ก็เลยชวนผู้ชมมาฝึกทักษะถอดรหัสตัวเลขและที่ตลกร้ายอีกอย่างคือ พับกระดาษเป็นรูปปืน



ศิลปินคนถัดไปที่ถูกปิดทับอัตลักษณ์ก็คือ Tenzin Mingyur Paldron ศิลปิน/นักเขียน/นักการศึกษาชุมชนและผู้มีอัตลักษณ์ข้ามเพศชาวทิเบต โดยเรารู้ว่ากำลังเดินเข้าไปยังเขตแดนผลงานของเขาก็เมื่อเห็นผ้าม่านประตูทิเบตและธงมนต์หลากหลายสีติดตั้งอยู่ โดยแทรกระหว่างธงมนต์มีธงชาติของหลายประเทศอยู่ด้วย เช่น เฮติ คองโก ซูดาน และโรฮิงญา เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีผลงานอีกชิ้นที่เป็นธงมนต์เล็กๆ เขียนว่า ‘Free Palestine’ ติดตั้งอยู่ในกรอบและมีผ้าคาตาหรือผ้าคล้องคอของชาวทิเบตที่สื่อถึงการให้ความเคารพติดอยู่ ทั้งหมดคืองานสื่อผสมจัดวางที่ชื่อ ‘Earth is Heard’ (2025) ซึ่งเป็นชื่อที่ศิลปินตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึง David Buckle อดีตนักกฎหมายเพื่อสิทธิพลเมืองของกลุ่ม LGBTQIA+ ที่จุดไฟเผาตัวเองในนิวยอร์กเมื่อปี 2018 เพื่อเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจและผู้คนหันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้พลังงานฟอสซิล


จริงๆ แล้ว Buckle ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพของทิเบตโดยตรง แต่ในจดหมายที่เขาเขียนทิ้งไว้ก่อนจะกระทำอัตวินิบาตกรรมมีการกล่าวเปรียบการกระทำของเขากับชาวทิเบตที่จุดไฟเผาตัวเองในการประท้วงเรียกร้องอิสรภาพให้ประเทศของตน ซึ่งการแสดงออกของ Buckle นี้ได้แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันตามคติของพุทธศาสนา และก็คือเหตุผลที่ในอินสตอเลชันชิ้นนี้ Tenzin ไม่ได้พูดถึงการต่อสู้ของทิเบตเพียงประเทศเดียว แต่ยังมีธงชาติของประเทศที่ถูกกดขี่อื่นๆ รวมอยู่ด้วย รวมทั้งในวิดีโอ ‘Earth is Heard’ (2025) ที่ถูกแบนกลายเป็นจอดำ ก็เป็นเรื่องราวที่เขาและชาวทิเบต LGBTQIA+ เดินกราบแบบเว้นระยะ (distance prostration) ตลอด 2 ชม. ในนิวยอร์ก โดยเป็นการกราบแสดงความเคารพขั้นสูงสุดต่อธงชาติปาเลสไตน์ที่กำลังถูกฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ และพวกเขาถือธงทิเบตและชนชาติอื่นๆ ที่ถูกกดขี่เดินไปด้วย

นอกจากธงชาติทิเบตในอินสตอเลชันของ Tenzin จะถูกแบนแล้ว อีกหนึ่งธงของชาติที่ถูกถอดออกไปก็คือ ธงของอุยกูร์ ใน Constellation of Complicity มีผลงานของศิลปินชาวอุยกูร์อยู่หนึ่งชิ้น (ซึ่งแน่นอนว่าชื่อของเธอถูกปิดทับ) คือ ‘Geopoetics’ (2024) ของ Mukaddas Mijit ศิลปิน/นักชาติพันธุ์ดนตรีวิทยา/ผู้กำกับภาพยนตร์ ที่เกิดที่อุรุมชี เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองอุยกูร์ แต่ได้ย้ายถิ่นฐานไปศึกษาและทำงานในฝรั่งเศส ในวิดีโอความยาว 11.54 นาที Mukaddas เล่าเรื่องโดยไม่ได้เน้นเรื่องราวที่เป็นข้อมูล แต่ใช้การผสมผสานระหว่างศิลปะหลายแขนงออกมาได้อย่างลงตัวราวบทกวี นั่นคือ การเต้นและดนตรีพื้นเมืองของอุยกูร์ (Mukaddas เปิดการแสดงเต้นในหลายๆ ที่ทั่วโลก) การถ่ายภาพ ศิลปการแสดง และบทกวี จนทำให้วิดีโอสั้นๆ ชิ้นนี้สามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องราวของชาวอุยกูร์พลัดถิ่นในหลายประเทศได้ไม่ยาก ซึ่งสำหรับผู้ชมชาวไทยบางคนแล้ว แน่นอนว่านั่นก็รวมถึงการผลักดันชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทางโดยรัฐบาลไทยเมื่อหลายเดือนก่อนด้วย
เรื่องราวของผู้คนที่ถูกทำให้พลัดถิ่นจนสูญเสียอัตลักษณ์เพราะขาดรากทางสังคม วัฒนธรรม และความทรงจำร่วม นับว่าเป็นเรื่องเศร้าแล้ว แต่กลับสะเทือนใจยิ่งกว่าเมื่อออกจากประเทศบ้านเกิดของตัวเองมาแล้ว ยังถูกอำนาจรัฐข้ามน้ำข้ามทะเลมาปกปิดตัวตนของพวกเขาอีก นอกจากความรู้สึกนี้จะถูกทำให้เด่นชัดขึ้นด้วยแถบสีดำที่มาคาดทับชื่อศิลปินและธงชาติของพวกเขา ก็ยังมีผลงานอีกชิ้นหนึ่งในนิทรรศการครั้งนี้ที่น่าจะสรุปความรู้สึกร่วมของศิลปินและผู้คนพลัดถิ่นได้ดี นั่นคือ ‘Siege’ (2019) โดย ศิลปินชาวซีเรีย Khaled Dawwa

ชีวิตของ Khaled Dawwa นั้นผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายไม่แพ้ Toomaj Salehi และ Sai ▇▇▇ เขาเคยถูกคุมตัวในดามัสกัส ลี้ภัยไปเลบานอน โดยระหว่างนั้นทำงานประติมากรรมชุด Clay&Knife โดยเผยแพร่ผ่านเพจชื่อเดียวกันในเฟสบุ๊ก แต่ไม่เปิดเผยตัวตนเพื่อความปลอดภัย
‘Siege’ เป็นผลงานในชุด ‘Compression’ ที่ Khaled ถ่ายทอดสภาพจิตใจที่เป็นผลมาจากการกดขี่ การสูญเสียอิสรภาพ การบีบคั้น ผ่านประติมากรรมสำริดที่มีภาพร่างของร่างกายมนุษย์ถูกฝังบีบอัดอยู่ในแท่งอิฐทึบจนราวกับจะถูกกลืนกิน ความรู้สึกที่ผลงานชุดนี้ถ่ายทอดออกมาไม่ได้เป็นกระบอกเสียงแทนผู้พลัดถิ่นชาวซีเรียเท่านั้น แต่ผู้พลัดถิ่นชาติอื่นๆ ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน และที่น่าสนใจคือ Khaled เคยกล่าวไว้ว่า แม้แต่ในฝรั่งเศสที่เขาลี้ภัยมาอาศัยอยู่ เขาก็ยังมีความรู้สึกเหมือนถูกบีบอัดอันเนื่องมาจากแรงกดดันในสังคม ซึ่งหากเทียบเคียงกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันนี้ กระแสต่อต้านผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายในหลายประเทศ ก็คงจะสร้างความรู้สึกไม่ต่างกันให้กับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะถูกเหมารวมไปด้วย

นิทรรศการ ‘ดาราภิวัตน์ ■ ภูมิทัศน์เงา’ (Constellation of Complicity) จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม จนถึง 19 ตุลาคม 2568 ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 8 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร





















