THIS PAGE IS INTENTIONALLY LEFT _____.

จากพจนานุกรมบนหิ้งถึงกระดาษที่ไหลทะลัก ‘This page is intentionally left _____.’ นิทรรศการที่เปิดพื้นที่ให้ความว่างทำงานแทนคำพูด

TEXT: KANDECH DEELEE
PHOTO: KETSIREE WONGWAN

(For English, press here)

น่าสังเกตว่า หลายนิทรรศการที่ผ่านมาของ Bangkok Kunsthalle ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับความหมายเชิงพื้นที่ของตัวอาคาร ทั้ง nostalgia for unity ที่อ้างอิงกับเหตุการณ์ที่ตัวอาคารเคยไฟไหม้ หรือ Poetics of Horizontality ที่นำเอาเศษชิ้นส่วนอาคารมาจัดวางใหม่เป็นตารางกริด แต่อิฐ หิน ปูน ทราย รอยไหม้ หรือราดำ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ ‘ทั้งหมด’ ของอาคาร เพราะในอีกบทบาทหนึ่ง อาคารแห่งนี้เองก็ได้เคยเป็นที่ทำการของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช ซึ่งทำหน้าที่ผลิตตำราและแบบเรียนที่ส่งออกความรู้จากส่วนกลางไปทั่วประเทศ สรรพางค์ของอาคารจึงไม่ได้ถูก ‘ยึดโยง’ อยู่กับร่างกายภาพที่จำกัดอยู่กับตัวอาคารเพียงอย่างเดียว หากแต่ยัง ‘ยืดขยาย’ แผ่ความเป็นไปได้ออกไปในรูปอื่น

‘This page is intentionally left _____.’ เป็นนิทรรศการที่ว่าด้วยการกลับมาสำรวจพื้นที่อาคารไทยวัฒนาพานิช ผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ไทย โดยมี ยุงลายคอลเลคทีฟ (Yoonglai Collective) เป็นทีมภัณฑารักษ์1 เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่งานชิ้นแรก ‘New model Thai-English Dictionary’ (2025) ของ ธีธัช ธัญกิจจานุกิจ สิ่งที่ควรจะเห็นกลับไม่เห็น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ในห้องว่าง กว่าจะรู้ตัวก็เดินผ่าน เห็นเพียงเครื่องถ่ายเอกสารที่ตั้งรอไว้ให้ผู้ชมกดปรินต์เอกสารประกอบชิ้นงานเฉกเช่นผลงานชิ้นอื่นๆ เมื่อกดปุ่ม แผ่นกระดาษจึงคลี่คลายให้เราได้รู้ว่า ธีธัชทำการคัดลอก พจนานุกรมไทย-อังกฤษ ของ สอ เสถบุตร จำนวน 32 เล่ม ซึ่งครั้งหนึ่งต้นฉบับเคยจัดพิมพ์ ณ อาคารแห่งนี้ แทนที่เขาจะจัดวางในรูปแบบปกติทั่วไป ธีธัชกลับนำพจนานุกรมฉบับที่เขาคัดลอกนี้ไปตั้งไว้บนชั้นเหนือประตูทางเข้าห้องจัดแสดง ที่เราเพิ่งเดินผ่านและต้องแหงนมองกลับขึ้นไป

แม้ในเอกสารประกอบชิ้นงานจะระบุว่าธีธัชตั้งใจเล่นกับความเป็นหนังสือบนหิ้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ชมมันกลับมีลักษณะที่ต่างออกไป เพราะหิ้งเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะต้องได้รับการตระหนักถึงและเรียกร้องการพินอบพิเทาอยู่เสมอ พจนานุกรมที่ถูกจัดวางอยู่เหนือกรอบประตูที่ผู้ชมมักจะเดินผ่านโดยไม่สังเกตนี้ กลับสะท้อนกลับไปยังการเป็นประตูแห่งภาษาของตัวพจนานุกรมเอง ในช่วงตอนหนึ่งของเอกสารประกอบนิทรรศการได้บอกเล่าว่า พจนานุกรมของสอนั้นแม้จะดูเรียบง่ายแต่ ‘กลับแทรกทั้งความฝัน ความเห็นทางการเมือง และความรู้สึกส่วนตัว’ การเดินเข้าไปในห้องที่ดู ‘จงใจให้ว่าง’ นี้จึงเป็นก้าวการเข้าสู่พื้นที่แห่งความหมายที่พจนานุกรมได้กางอาณาเขตเอาไว้ พจนานุกรมจึงไม่ใช่เครื่องมือที่ช่วยถอดความแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพราะในกระบวนการแปล มันกลับมีรายละเอียดที่เราในฐานะผู้ใช้ทั้งรู้และไม่อาจรู้ได้ พจนานุกรมเร้นตัวเองให้เป็นเครื่องมือทางภาษาที่เรียบซื่อ ทั้งที่จริงมันกลับไม่ตรงทื่อ การทำงานอันเรียบเนียนของพจนานุกรมจึงประกอบไปด้วยการ ‘ละ’ การปรากฏชัดของตนเอง และ ‘เล่น’ เป็นผู้นำทาง สงบเสงี่ยมอยู่บนขอบประตู แต่ก็เป็นผู้เฝ้าประตู (gate keeper) ที่มีอำนาจกำกับการเข้า-ออก นอก-ใน ไปในเวลาเดียวกัน

ถัดมาที่งาน ‘Read Between the Ledger Lines’ (2025) ของ อนุสรณ์ ธัญญะปาลิต กระดาษสีขาวยาวระโยงลงมาจากเพดาน เลื้อยผ่านโต๊ะ แล้วกองตกลงบนพื้นล่าง เมื่อขยับเข้าไปชิดใกล้ก็จะเห็นว่ากระดาษเหล่านี้มีการเจาะรูอย่างเป็นระเบียบราวกับชั้นบรรทัดในระบบภาษา บนโต๊ะนี่เองที่ชี้ให้เห็นถึงเหตุของการเจาะ เพราะเมื่อผู้ชมหมุนแกน เสียงดนตรีที่เกิดขึ้นจากการกำกับของรูพรุนเหล่านี้ก็จะเริ่มบรรเลงไปพร้อมกับการดันกระดาษสีขาวยาวเฟื้อยนี้ให้เลื้อยต่อไป

เมื่อถอยระยะออกมาจะเห็นได้ตัวกระดาษลากยาวจากเพดานจนถึงพื้นล่าง มันไหลลงมาราวกับยังมีอีกมากที่ฝังอยู่ในเนื้อในของอาคาร เหมือนกับไส้ที่ไหลทะลักออกเพราะศิลปินเป็นผู้ฉีกเปิด เนื้อในของอาคารจึงไม่ได้คงตัวอยู่ได้ด้วยอิฐปูนทรายที่แข็งแกร่งในเชิงรูปธรรม หากแต่ยังมีกระดาษจำนวนมากที่ช่วยพยุงตัวอาคารเอาไว้ในเชิงนามธรรม ไส้กระดาษที่ไหลยาวนี้มิได้บรรจุภาษาที่มนุษย์รู้จักมักคุ้น เป็นภาษาที่มนุษย์ทำได้แค่รู้สึก ไม่ใช่เข้าใจ งานชิ้นนี้จึงชี้ให้เห็นว่าเราสัมผัสกับอาคารนี้โดยอ้อมมาโดยตลอด เราอาจจะเข้าใจเท่าที่มันอยากให้เราเข้าใจ และยังมีอีกมากที่มองไม่เห็น-ไม่อาจรับรู้ได้

ในขณะที่งาน ‘จากผู้ที่ยังมาไม่ถึง… (From Those Who Are Not Yet to Come…)’ (2025) ของ ณัท เศรษฐ์ธนา ที่ฉายภาพตัวอักษรลงบนพื้นผิวของอาคารที่แตกต่างกัน แม้ในเอกสารประกอบงาน ณัทจะเล่นล้ออยู่กับประเด็นของผู้อาศัยในอาคารที่อาจจะเวียนวนจากอดีตจนถึงอนาคต ซึ่งสัมพันธ์เข้ากับพื้นที่ห้องอาจจะมีความเป็นไปได้อันหลากหลายตั้งแต่ห้องนอนยันห้องน้ำ แต่เมื่อคำถูกเย็บติดกับผิว วัสดุที่ไม่เอื้อและไม่อิงกับความคุ้นชินที่เคยอ่าน กลายเป็นวัตถุภาวะ (materiality) ที่ผู้ชมจะต้องเผชิญหน้า ไม่สามารถอ่านแค่เอาความ แต่ความที่เรียกร้องให้อ่านยังลื่นไหล ประกบติดอยู่บนผิว

หญิงสาว แมวสามสี และเมฆฝน ไม่ได้เป็นเรื่องราวที่ทอดยาวไปบนผนังเปื้อนยาแนวเก่าเพียงเพื่อประกอบฉาก ตัวบทกลับร้อยรัดเข้ากับฉากด้านหลังราวกับเป็นการบรรยายให้แก่กันและกัน แมวไต่ตามราวกันตกในตัวอักษรสะท้อนออกไปยังพื้นที่ระเบียงด้านหลังชิ้นงานที่เปิดออกให้เห็นราวกันตก ท้องฟ้า และเมฆฝน เรื่องเล่านี้ยังถอยตัวเองออกมาเป็นมุมมองบุคคลที่สาม ชวนใคร่คิดว่าทั้งหมดนี้ใครเป็นผู้เล่า อาจจะเป็นตัวอาคารหรือเปล่าที่เฝ้ามองสรรพสิ่งที่สาละวนรอบตึก เล่นบทผู้จัดพิมพ์ (publisher) ที่มันคุ้นเคย ฝากคำไว้บนผนัง บนรอยยาแนวเก่า บนผิวของตนเอง

ในขณะที่งานในห้องมืดกลับต่างออกไป ตัวอักษรภาษาอังกฤษค่อยๆ วิ่งไต่ประกอบคำบนหลอดไฟติดๆ ดับๆ หลายครั้งที่เว้นจังหวะ เชื่องช้าราวกับหยุดคิด เนื้อความมีเนื้อหาบ่นระบายถึงอาการนอนไม่หลับ ความกังวล เสียงนาฬิกา แสงแดดที่เริ่มใกล้เข้ามา และความทรงจำที่ผลุบๆ โผล่ๆ ทั้งหมดนี้ก่อกวน ‘I’ ให้นอนไม่หลับ ติดๆ ดับๆ เหมือนกับหลอดไฟที่ทำหน้าที่รองรับตัวอักษร ความมืดของห้องและแสงที่ลอดช่องทำให้การมองหา ‘I’ เป็นกิจที่ยากลำบาก ในทางหนึ่งมันก็กำลังสะท้อนและจำลองอาการนอนไม่หลับ พื้นที่ภายในและภายนอกที่ขัดแย้งกัน ทำให้ตาผู้ชมไม่สู้แสงอยู่ในที แต่อีกทางมันก็ทำให้พบว่าผู้นอนไม่หลับนี้อาจจะเป็นตัวห้องว่างนี่เองที่ไม่ได้เป็นผู้สาธิตจำลองให้กับผู้ชม ต่อให้ไม่มีผู้ชม ‘I’ ก็ยังคงต้องเวียนวนอยู่กับภาวะอันซ้ำซาก จมอยู่กับความมืด ความคิด และกองตัวอักษรตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่เราหา ‘I’ ไม่เจออาจจะเพราะเราต่างหากที่กำลังอยู่ภายใน ‘I’

นอกจากผลงานศิลปะทั้งสามชิ้นแล้ว ในพื้นที่ห้อง ‘Editorial Room (Staff Only)’ ภัณฑารักษ์ยังขยายผลที่ได้จากการเก็บข้อมูลและทำงานร่วมกับกลุ่ม Krack! Printmaking Collective เกิดเป็นพื้นที่ซึ่งเปิดให้ผู้ชมสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ตรงข้ามกับการกีดกัน ชื่อห้องได้เปิดและแปรสถานะของผู้ชมให้เป็นส่วนหนึ่งของกองบรรณาธิการ (editor) ซึ่งเป็นทั้งผู้นำเข้าและส่งออกตัวอักษรที่ไหลเวียนอยู่ภายในอาคารแห่งนี้ ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในห้องนี้มีตั้งแต่ แผนภาพที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของการพิมพ์ของไทยและอาคารไทยวัฒนาพานิช โดยเชื่อมโยงเข้ากับหนังสือบนชั้นที่ครั้งหนึ่งก็เคยถูกพิมพ์ขึ้นที่นี่ พจนานุกรมที่เปิดรอให้ผู้ชมร่วมบัญญัติคำกับความหมายใหม่ซึ่งเล่นกับบริบทของยุคสมัยเปลี่ยนไปจากครั้งที่สอเคยเขียน และอุปกรณ์การพิมพ์นานาชนิดที่ครั้งหนึ่งมักจะทำงานอยู่ ‘เบื้องหลัง’ แต่ ณ ที่นี้ บทบาทของมันได้ถูกพลิกกลับเพื่อแสดงตัวอยู่ ‘เบื้องหน้า’ ในฐานะวัตถุจัดแสดง

แทนที่จะ ‘จงใจให้ว่าง’ เพื่อรอการเติมเต็มตามบทบาทของพื้นที่จัดแสดง ‘This page is intentionally left _____.’ กลับเลือกที่จะ ‘จงใจให้ร่าง’ สายสัมพันธ์ระหว่างอาคาร สิ่งพิมพ์ และภาษา ที่ยังคงฝังตัวและดำเนินอยู่ภายใต้ความเงียบและความว่าง เศษปูนและคราบไหม้จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับกระดาษและหนังสือ แม้จะดูห่างกันในเชิงวัสดุและตำแหน่ง แต่ทั้งสองกลับชิดใกล้กันในฐานะร่องรอยที่ตัวอาคารทิ้งเอาไว้ นิทรรศการนี้จึงขูดรื้อพื้นผิวของไทยวัฒนาพานิชออก ให้เห็นถึง ‘ชีวิต’ ที่ยังคงเต้นเร่าอยู่ในกาลขณะที่ไม่เป็นเส้น ชีวิตของอาคารที่ดูรกร้างไร้ชีวิตจึงไม่ได้ถูกปลุก แต่ ‘ถูกเปิด’

ใต้ผิวอาคารนี้ไม่ได้มีแต่ฝุ่นทรายหรือผงอิฐ หากยังมีคำ กระดาษ และความคิดร่วมพยุงอยู่ด้วย

‘This page is intentionally left _____.’ จัดแสดงระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 17 สิงหาคม 2568 ณ ชั้น 5 บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle)

_

1 นิทรรศการนี้เกิดขึ้นผ่านการได้รับการคัดเลือกจากโครงการ ‘Open Call บ่มเพาะ: การทำงานกับพื้นที่’ โดย จิตติ เกษมกิจวัฒนา ในความร่วมมือของ Bangkok Kunsthalle หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี 2024

facebook.com/BangkokKunsthalle
bangkok-kunsthalle.org

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *