สารคดีภาพจาก Barry Macdonald พาเรามองดูโลกที่ดอกไม้ไม่เหี่ยวเฉา และเตาไฟไม่มีวันดับ พร้อมฉุกคิดถึงความตายและความเสื่อมสลายที่กำลังค่อยๆ สูญหายไปจากโลกใบนี้
TEXT & PHOTO: BARRY MACDONALD
(For English, press here)
ระหว่างที่พักอยู่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผมสะดุดตาเข้ากับ ‘เตาผิง’ ที่ทำจากจอโทรทัศน์ มันถูกจัดวางเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งในช่วงคริสต์มาส มันเลียนแบบทั้งภาพและเสียงของเปลวไฟได้พอสมควร แต่ก็ขาดสิ่งที่ทำให้ไฟจริงๆ มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความร้อน กลิ่น ควัน หรือการเปลี่ยนแปลงอันคาดเดาไม่ได้ของมัน ผมรู้สึกขบขันปนเศร้าเมื่อคิดว่าไฟซึ่งตามธรรมชาติดับลงอย่างรวดเร็ว กลับถูกทำให้กลายเป็นลูปดิจิทัลความยาวเพียง 30 วินาทีที่เปิดวนซ้ำไม่รู้จบ ผมถ่ายภาพมันเก็บไว้เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของสารคดีภาพถ่ายว่าด้วยการใช้เวลาในช่วงคริสต์มาสไกลบ้าน แต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้ผมฉุกคิดถึงด้านอื่นๆ ของชีวิตที่กำลังถูกแทนที่ด้วยสิ่งจำลองเช่นกัน หลังจากนั้นไม่นาน ผมเริ่มสังเกตเห็นดอกไม้ปลอม สนามหญ้าเทียม และต้นไม้พลาสติกที่รายล้อมอยู่รอบตัวในชีวิตประจำวัน และจากตรงนั้นเอง งานชุดใหม่ของผมก็เริ่มต้นขึ้น
เมื่อผมเริ่มเก็บภาพวัตถุสังเคราะห์เหล่านี้มากขึ้น ผมก็ยิ่งครุ่นคิดว่า แท้จริงแล้วการมองดูธรรมชาติคือหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดของชีวิตที่เตือนเราเรื่องความไม่จีรัง ฤดูกาลที่ผันแปรบอกเราว่าเวลาเดินไปข้างหน้าไม่เคยหยุด ดอกไม้ที่โรยร่วงเผยให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืน และสอนให้เราเห็นคุณค่าของความงามในช่วงเวลาที่มันยังคงอยู่ ผมรู้สึกไม่สบายใจที่สัญญาณอันละเอียดอ่อนเหล่านี้ซึ่งธรรมชาติมอบให้ กลับถูกบดบังไว้ใต้โลกที่มนุษย์สร้างขึ้นจากพลาสติก
ยิ่งผมถ่ายภาพมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเห็นชัดว่ามนุษย์กำลังห่างเหินจากโลกธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ แม้คนส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเมือง แต่เวลาพักผ่อนกลับเลือกเดินทางไปทะเลหรือภูเขา นักบำบัดยังแนะนำการ ‘อาบป่า’ ให้พนักงานออฟฟิศที่ทำงานหนัก เพราะรู้ดีว่าการเดินช้าๆ ท่ามกลางพื้นที่กว้างใหญ่ช่วยปรับสมองให้กลับคืนสู่จังหวะตามธรรมชาติ อารมณ์ดิบดั้งเดิมที่ถูกปลุกเร้าจากการชมพระอาทิตย์ตกหรือวิวบนยอดเขา กลายเป็นแก่นกลางของงานโฆษณาที่พยายามเข้าถึงความปรารถนาลึกที่สุดในใจเรา ความรักต่อธรรมชาติหยั่งรากอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ แต่เมื่อสังคมพัฒนาอย่างรวดเร็ว เรากลับค่อยๆ ตัดขาดจากมันมากขึ้น การที่เราใช้เวลาอยู่กลางแจ้งน้อยลง และหันมามีดอกไม้พลาสติกที่ไม่ร่วงโรยหรือไม่ต้องดูแล ทำให้เราลืมเลือนไปได้ง่ายว่า ชีวิตที่สะดวกสบายของเรากำลังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงใด

การใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้ผมหันมาเดินเล่นในสวนสาธารณะเพื่อจะได้สัมผัสส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติที่ช่วยเยียวยากายและใจ แต่ในสวนแห่งหนึ่งใกล้พระบรมมหาราชวัง ผมกลับพบว่าหญ้าส่วนใหญ่เป็นเพียงพรมพลาสติก บางจุดถูกพลิกจนเห็นดินเปลือยที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ มันช่างเป็นภาพที่น่าขัน พรมพลาสติกหยุดยั้งไม่ให้สิ่งใดเติบโต ยกเว้นเพียงหย่อมหญ้าจริงเล็กๆ ที่ดันตัวโผล่พ้นร่องขึ้นมา ผมยืนมองนกที่พร้อมใจกันกินหญ้าจริงเหล่านั้น และเมินเฉยต่อพื้นที่ปลอมทั้งหมด มันเป็นการสาธิตอย่างเงียบงันถึงความหลากหลายทางนิเวศและความสำคัญของหญ้าที่มีชีวิต
ความเป็นจริงอันประหลาดที่ถูกทำจากพลาสติกนี้ กำลังเร่งให้โลกธรรมชาติที่เราหวงแหนถดถอยลงไปเรื่อยๆ เรามัวแต่จดจ่ออยู่กับ ‘ภาพที่เห็น’ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังสูญเสียองค์ประกอบอื่นๆ ที่มีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งเสียงนกร้อง ดอกไม้บาน ผีเสื้อ เนื้อสัมผัส และออกซิเจน ทั้งหมดนี้ต่างร่วมกันสร้างคุณประโยชน์อย่างเป็นองค์รวม การเดินบนพรมพลาสติกจึงแทบไม่อาจมอบประสบการณ์ให้กับประสาทสัมผัสใดๆ ได้ มันชวนทำให้ผมคิดว่าเมื่อหญ้าจริงหายไปจนหมดสิ้น เหล่านกเหล่านั้นจะยังมีที่อยู่อีกหรือไม่

การทำงานครั้งนี้ทำให้ผมคิดมากขึ้นว่า การขาดหายไปของ ‘ความเสื่อมสลายที่มองเห็นได้’ อาจส่งผลต่อทัศนคติของเราต่อความตายอย่างไร ผมมักสนใจการไปเยี่ยมสุสานอยู่เสมอ เพราะมันสะท้อนทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของผู้คน เราจะเห็นพิธีกรรมทางศาสนาที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนทำหน้าที่ช่วยปลอบประโลมการสูญเสียและเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ล่วงลับ ที่ศาลาเก็บอัฐิแห่งหนึ่ง ผมเห็นผู้คนวางดอกไม้สด ธูป อาหาร และเครื่องดื่มไว้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ตามประเพณีชาวพุทธ ความเชื่อนี้มองว่าดวงวิญญาณยังสามารถมีส่วนร่วมกับของถวายเหล่านี้ได้ เป็นการเชื่อมโยงโลกของคนเป็นและคนตายเข้าหากัน
ในสภาพอากาศร้อนชื้น ดอกไม้สดเหล่านี้เหี่ยวเฉาเน่าเปื่อยและแห้งหายไปอย่างรวดเร็ว หลายครอบครัวจึงเลือกใช้ดอกไม้พลาสติกเสริมเข้าไป ทำให้หลุมศพดูสดใสมีสีสันอยู่เสมอ บางแห่งผสมปะปนระหว่างดอกไม้จริงที่กำลังโรยกับดอกไม้ปลอมที่คงสภาพตลอดเวลา เกิดเป็นความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างความจริงของธรรมชาติและความคงทนที่ประดิษฐ์ขึ้น ผมนั่งมองครอบครัวที่มาอธิษฐานและเปลี่ยนเครื่องเซ่นไหว้ พวกเขาใช้เวลาเหล่านี้เพื่อเชื่อมโยงกับคนรักที่จากไป แสดงออกว่ายังห่วงใยและยังคงจดจำอยู่ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า การวางดอกไม้จริงลงบนหลุมศพอาจเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเยียวยาจิตใจ เพราะการมาเยือนซ้ำๆ และการเห็นสัญลักษณ์เตือนใจว่าดอกไม้และตัวเราเองล้วนรอวันโรยรา น่าจะช่วยให้เราเผชิญกับความจริงของชีวิต แต่หากแทนที่ด้วยดอกไม้พลาสติกที่ดูเหมือนถาวร พิธีกรรมนี้จะสูญเสียความหมายดั้งเดิมไปหรือไม่
ทุกวันนี้ ผู้คนเริ่มใช้ AI เพื่อสร้างอวตารที่เคลื่อนไหวและพูดได้ของญาติผู้ล่วงลับ อ้างอิงจากภาพถ่ายและวิดีโอเก่า ราวกับชุบชีวิตความทรงจำขึ้นมาใหม่ บางโปรแกรมก้าวไปไกลยิ่งกว่านั้น มันเชื่อมต่ออวตารเข้ากับอินเทอร์เน็ตจนสามารถสนทนาเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ราวกับยังคงมีตัวตนอยู่จริง ในใจผมผุดคำถามขึ้นมาว่าปรากฏการณ์นี้จะสัมพันธ์อย่างไรกับความเชื่อทางศาสนาต่างๆ ซึ่งมองว่าดวงวิญญาณควรจะก้าวข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งหรือเวียนว่ายกลับมาเกิดใหม่ แล้วอวตารที่ถูกสร้างขึ้นนี้จะถือเป็นการกักขังวิญญาณไว้กลางห้วงนิรันดร์หรือไม่
ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและสมจริงเกินไปกับผู้ล่วงลับอาจรบกวนกระบวนการทำใจยอมรับการจากลา จนกลายเป็นภาพลวงตาที่ไม่เป็นสุข สำหรับผมเอง ประสบการณ์เกี่ยวกับความตายและการสูญเสียของตัวเองทำให้รู้ว่าการยอมรับคือช่วงที่ยากที่สุด การจะก้าวต่อไปในชีวิตหลังการสูญเสียเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในตอนแรก แต่หากเราไม่สามารถหาหนทางปิดฉากความเจ็บปวดนั้นได้จริงๆ ผลลัพธ์อาจทิ้งบาดแผลทางจิตใจที่ยืดเยื้อยาวนาน
ในการแสวงหาความเป็นอมตะ บางคนพยายามอัปโหลดสมองทั้งสมองขึ้นเซิร์ฟเวอร์ เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อแม้ร่างกายจะดับสูญ วิทยาการแช่แข็งและ AI กำลังถูกพัฒนาเพื่อเก็บรักษาสมองให้คงอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะเพื่อดาวน์โหลดลงในร่างโคลน ร่างหุ่นยนต์ หรือแม้กระทั่งดำรงอยู่ลอยๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยการแช่แข็งสเปิร์มและไข่ มนุษย์อาจมีบุตรได้แม้ล่วงเลยไปแล้วกว่าร้อยปี และ ‘ตัวตน’ ในเวอร์ชัน AI อาจได้เห็นการถือกำเนิดนั้น แทนที่จะยอมรับความตาย ความพยายามเหล่านี้กลับมุ่งไปที่การก้าวข้ามมัน คำถามคือ นี่จะทำให้เราหลงคิดไปหรือไม่ว่าเรามีชีวิตที่ไม่สิ้นสุด และมีเวลาล้นเหลือที่จะใช้ไปอย่างไม่รู้จบ?
ความรู้สึกต่อความไม่จีรังกำลังถูกยืดและบิดเบือนไปในหลายทิศทาง ความตายและความเสื่อมสลายล้วนเป็นเครื่องเตือนใจโดยธรรมชาติถึงการเดินทางของเวลาและความเปราะบางของชีวิต แต่ยิ่งเราล้อมรอบตัวเองด้วยสิ่งสังเคราะห์ที่เลียนแบบชีวิตมากเท่าไร เรายิ่งเสี่ยงที่จะสูญเสียความเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ได้อย่างแท้จริง ความก้าวหน้ามอบความสะดวกสบายก็จริง แต่ขณะเดียวกันมันกลับทำให้ประสาทสัมผัสของเราด้านชา และตัดขาดจากวัฏจักรที่มอบความหมายให้กับชีวิต การทำความเข้าใจกับธรรมชาติ จึงไม่ใช่แค่การตระหนักถึงคุณค่าของจักรวาล หากแต่คือกุญแจสำคัญในการเข้าใจตัวเราเองด้วยเช่นกัน
